รู้เอาไว้ ขับรถ ปลอดภัยในหน้าฝน

ประสบการณ์ใช้รถ | 5 พ.ค 2564
แชร์ 0

ในช่วงการเดินทางช่วงกลางปีนี้ จะต้องมีความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงฤดูที่มีฝนตกหนัก ดังนั้น ต้องรู้วิธีขับรถ ปลอดภัยในหน้าฝน ต้องระวังอะไรบ้าง

เข้าสู่หน้าฝนอย่างเป็นทางการ หลายคนชอบบรรยากาศในหน้าฝน เพราะเป็นช่วงที่เหมาะแก่การนอนพักผ่อนอยู่ในบ้าน แต่บางคนก็เลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องออกเดินทาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษในช่วงหน้าฝนนี้ เพราะถือว่าเป็นฤดูที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าฤดูอื่น ๆ ดังนั้นเมื่อต้องเดินทางในหน้าฝนจึงจำเป็นที่จะต้องรู้วิธีการขับขี่รถที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัย

1. การเช็กสภาพรถก่อนขับ

การขับรถ ปลอดภัยในหน้าฝนสิ่งที่สำคัญก่อนการออกเดินทางนั่นก็คือการเช็กสภาพรถ ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่ารถของคุณอยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน อุปกรณ์ต่างๆอยู่ในสภาพดี ไม่มีชำรุด หากพบบางจุดที่มีปัญหาควรซ่อมแซมให้ดีก่อนออกเดินทางเพื่อความปลอดภัย

เช็กรถให้ชัวร์ ก่อนเดินทาง
เช็กรถให้ชัวร์ ก่อนเดินทาง

ชิ้นส่วนอุปกรณ์หลัก ๆ ที่ควรตรวจสอบ เช่น เบรก ยาง ไฟรถ ที่ปัดน้ำฝน สัญญาณต่าง ๆ เป็นต้น หากพบว่าอุปกรณ์ อยู่ในสภาพที่ไม่พร้อมจะนำออกไปจริงๆควรหลีกเลี่ยงการเดินทาง เพราะการขับรถในหน้าฝนมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

2. รู้จักสังเกตและรักษาระยะให้เป็น

พึงระวังว่าช่วง 10 นาทีแรกที่ฝนเริ่มตกใหม่ ๆ จะเป็นช่วงที่ถนนจะลื่นมากกว่าปกติ เพราะน้ำฝนจะชะล้างคราบน้ำมันและฝุ่นละอองที่ติดอยู่บนพื้นถนน และนั่นเป็นเหตุที่อาจทำให้เกิดการเสียหลักทำให้รถลื่นและเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นจึงควรใช้ความเร็วให้เหมาะกับสภาพถนนและการมองเห็น ซึ่งความเร็วที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

หากมองไม่เห็นรถคันหน้าแล้ว นั่นเพราะฝนตกหนักเกินไป
หากมองไม่เห็นรถคันหน้าแล้ว นั่นเพราะฝนตกหนักเกินไป

ทิ้งระยะจากรถคันหน้าให้มากกว่าปกติถึง 2 เท่าเว้นระยะห่างประมาณ 10-15 เมตร  ซึ่งการเช็กระยะจากรถคันหน้านี่แหละที่จะช่วยประเมินสถานการณ์ว่ามีความปลอดภัยมากน้อยเพียงใด เพราะถ้าหากมองไปไม่เห็นรถคันหน้าแล้ว นั่นหมายความว่าฝนตกหนักมากเกินไปทางที่ดีควรจอดรถไว้ในริมทางรอจนฝนเบาลงแล้วค่อยเดินทางต่อ

3. เปิด-ปิดอุปกรณ์ อะไรบ้าง

เมื่อฝนตกจำเป็นต้องเปิดไฟหน้ารถเสมอโดยใช้ไฟต่ำเพื่อให้เห็นสิ่งบนท้องถนนได้ชัดเจนขึ้นและช่วยให้รถคันอื่นมองเห็นรถเราได้จากระยะไกล ขณะเดียวกันมีหลายคนที่เข้าใจว่าเมื่อฝนตกควรเปิดไฟฉุกเฉินเพราะจะช่วยบอกตำแหน่งรถยนต์ของคุณได้ แต่รู้หรือไม่ว่านั่นเป็นความเข้าใจที่ผิดและอาจทำให้ต้องเจอกับอันตรายที่คาดไม่ถึง

อย่าเปิดไฟฉุกเฉินตอนฝนตก
อย่าเปิดไฟฉุกเฉินตอนฝนตก

จริงอยู่ว่าการเปิดไฟฉุกเฉินทำให้เกิดไฟกะพริบเป็นที่สังเกตได้ง่าย แต่ก็ต้องแลกมากับความสามารถในการเปิดไฟเลี้ยว หากฝนตกหนักและต้องการเปลี่ยนเลน จะเปิดไฟเลี้ยวแล้วเข้าเลนแต่ไฟก็จะยังเป็นไฟฉุกเฉินนั่นเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายจากรถที่ตามมาด้านหลังคาดเดาทิศทางของรถไม่ได้นั่นเอง

นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่สำคัญอย่างมากนั่นก็คือใบปัดน้ำฝนควรรู้ระดับความเร็วปรับให้ถูกต้องให้สัมพันธ์กับความแรงและปริมาณของฝนที่ตกลงมา

4. มีสมาธิ สติต้องมั่น

แม้จะขับด้วยความเร็วที่ไม่มากแต่จำเป็นอย่างมากที่จะต้องมีสติและโฟกัสกับท้องถนน เพราะฝนเป็นอุปสรรคที่จะทำให้เราเห็นทางได้ไม่ชัดเจนรวมไปถึงเสียงของฝนที่อาจรบกวนทำให้ไม่ได้ยินสัญญาณจากรถคันอื่นหรือสัญญาณใด ๆ บนท้องถนนได้ดังนั้นจึงควรมีความระวังเป็นอย่างมาก

เมื่อรถเหินน้ำ อย่าเหยียบเบรกในทันที
เมื่อรถเหินน้ำ อย่าเหยียบเบรกในทันที

กรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินไม่ควรเบรกรถทันทีเมื่อรถลื่นไหล หรือรถเหินน้ำ ไม่ควรเหยียบเบรกจนล้อหยุดหมุนในทันทีเพราะจะทำให้รถเกิดพลิกคว่ำได้  ให้แก้ไขด้วยการถอนคันเร่ง  และลดความเร็วโดยการใช้เกียร์ต่ำจนกว่ารถจะทรงตัวได้แล้วค่อยเหยียบเบรกรถเพื่อหยุด เพราะการเบรกกะทันหันอาจเกิดการลื่นไถลไปชนกับรถคันหน้าหรืออาจเกิดเหตุรถคันหลังที่ตามมาชนท้ายเราได้ 

5. จะลุยน้ำ มั่นใจแค่ไหน

ระหว่างทางให้รู้จักสังเกตเส้นทางเพื่อปรับและลดความเร็วได้ทันเมื่อขับรถผ่านจุดเสี่ยง อย่างเช่น หลุมหรือแอ่งน้ำ ประเมินความลึกของน้ำด้วยการสังเกตจากรถคันหน้าหรือขอบฟุตบาท เพื่อดูสถานการณ์ว่าเราจะสามารถผ่านไปได้หรือเปล่า

ขับรถลุยน้ำ ต้องมั่นใจว่าน้ำไม่ลึกเกินไป
ขับรถลุยน้ำ ต้องมั่นใจว่าน้ำไม่ลึกเกินไป

หากเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขับรถลุยน้ำและสังเกตแล้วว่าระดับน้ำไม่ท่วมสูงเกินไป เมื่อขับรถลงน้ำควรใช้เกียร์ต่ำ เป็นเกียร์ L หรือเกียร์ 1 เพื่อไม่ให้รอบเครื่องยนต์ต่ำเกินไปป้องกันการย้อนของน้ำเข้าท่อไอเสีย ที่จะทำให้รถดับระหว่างทางได้และเสียงน้ำกระเด็นเข้าห้องเครื่องทำให้ควบคุมรถยากขึ้น และปิดระบบแอร์ไปด้วยเมื่อขับรถลุยน้ำ

เมื่อขับรถลุยน้ำมาได้แล้วในช่วงแรกให้ใช้ความเร็วต่ำแล้วเหยียบเบรกย้ำ ๆ เพื่อไล่น้ำออกจากผ้าเบรกและเช็กและเป็นการเช็กว่าเบรกยังสามารถใช้งานได้ปกติจากนั้นขับต่อไปอีกสักประมาณ 20 นาทีเพื่อไล่น้ำและความชื้นที่ค้างอยู่ในระบบของเครื่องยนต์ หรือหากต้องการเช็กรถหลังจากที่ลุยน้ำขึ้นมาแล้วห้ามดับเครื่องยนต์เพราะต้องระวังน้ำที่ค้างและทำให้เกิดความชื้นในห้องเครื่องรวมถึงห้องท่อไอเสียถ้าดับเครื่องทันทีน้ำอัดย้อนเข้าสู่ท่อได้ หากตรวจสอบแล้วพบความผิดปกติของรถเช่นเครื่องยนต์สั่นเสียงดังเร่งเครื่องไม่ขึ้นควรนำรถไปตรวจสอบสภาพ เพื่อป้องกันและความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในการเดินทางครั้งต่อไป

และทั้งหมดนี่ก็คือเคล็ดลับดี ๆ ในการขับขี่รถหน้าฝน ที่นอกจากจะต้องระมัดระวังในเรื่องของการขับขี่แล้ว การดูแลรักษารถเองก็จำเป็นไม่แพ้กัน Chobrod ก็ขอให้การเดินทางในฤดูฝนนี้

ดูเพิ่มเติม
>> ดูแลรถช่วงหน้าฝน 7 จุดที่ต้องรู้ เตรียมพร้อมรับมือฝนอย่างมั่นใจไม่มีหลุด
>> อย่าคิดว่าหน้าฝนไม่ต้องล้างรถ ทำความเข้าใจใหม่กับ 5 เหตุผลที่ควรทำความสะอาดรถเป็นพิเศษในฤดูฝนนี้

เข้าดู ราคารถยนต์มือสอง ได้ที่นี่

ANNOiNA