BMW เปิดตัว X5 เจเนอเรชันที่ 5 อย่างเป็นทางการ พร้อมดีไซน์ Neue Klasse ห้องโดยสารดิจิทัลเต็มรูปแบบ และขุมพลังให้เลือกทั้งเบนซิน, Plug-in Hybrid และไฟฟ้าล้วน เตรียมวางจำหน่ายปลายปีนี้

BMW X5 เจเนอเรชันที่ 5
BMW เปิดตัว BMW X5 เจเนอเรชันที่ 5 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของ SUV รุ่นยอดนิยมตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก โดยรุ่นใหม่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด Neue Klasse พร้อมเพิ่มทางเลือกขุมพลังที่ครอบคลุมทั้งเครื่องยนต์สันดาป, Plug-in Hybrid และรถยนต์ไฟฟ้าล้วนภายใต้ชื่อ iX5 รถรุ่นใหม่มีกำหนดเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายปีนี้ โดยราคาจำหน่ายในสหรัฐฯ อยู่ระหว่าง 71,250 - 81,250 ดอลลาร์สหรัฐ
BMW X5 ใหม่เปลี่ยนโฉมอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน โดยได้รับแรงบันดาลใจจาก BMW iX3 รุ่นล่าสุด เส้นสายตัวถังเรียบสะอาด พร้อมกระจังหน้าแบบปิดที่สะท้อนเอกลักษณ์ของรถยุคใหม่ จุดเด่นสำคัญคือชุดไฟหน้าดีไซน์ Double X Signature ที่รวมไฟหน้า ไฟ DRL และไฟเลี้ยวไว้ในชุดเดียว ช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น
ด้านข้างตัวรถมาพร้อมมือจับประตูแบบซ่อนในเสา ตัวตกแต่งกระจกแบบเรียบเนียน และซุ้มล้อขนาดใหญ่เพิ่มความแข็งแกร่ง ล้ออัลลอยขนาด 21 นิ้ว เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และสามารถเลือกอัปเกรดเป็น 23 นิ้ว ได้
ระบบกันสะเทือนแบบ Adaptive ติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐาน ขณะที่ระบบช่วงล่างถุงลมเป็นอุปกรณ์เสริม ส่วนด้านท้ายใช้ไฟท้ายทรงเรียวยาวเต็มความกว้างของรถ พร้อมลวดลาย Double X เช่นเดียวกับด้านหน้า ทำให้ภาพรวมของรถดูสปอร์ตและทันสมัยมากขึ้น



ภายในห้องโดยสารของ BMW X5 ใหม่ได้รับการออกแบบให้เน้นทั้งเทคโนโลยีและความหรูหรา โดยติดตั้งระบบ BMW Panoramic iDrive ที่พาดยาวตลอดแผงคอนโซลหน้า ทำงานร่วมกับหน้าจอกลางขนาด 17.9 นิ้ว และจอแสดงผลบนกระจกหน้า (HUD) สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า ยังสามารถเลือกติดตั้งหน้าจอเสริมขนาด 14.6 นิ้ว เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายระหว่างการเดินทาง
วัสดุตกแต่งภายในเลือกใช้หินธรรมชาติบนคอนโซลกลางในแพ็กเกจ Clear and Bold ผสานกับรายละเอียดกระจกบริเวณคันเกียร์และปุ่มควบคุมต่าง ๆ เสริมความหรูหรา ขณะที่ไฟ Ambient Light พาดยาวตลอดห้องโดยสาร และหลังคากระจกพาโนรามาขนาดประมาณ 2.6 ตารางเมตร ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย




แม้จะใช้ภาษาการออกแบบ Neue Klasse แต่ BMW X5 และ iX5 ยังคงพัฒนาบนแพลตฟอร์ม CLAR เวอร์ชันปรับปรุง แทนที่จะใช้สถาปัตยกรรม Neue Klasse สำหรับรถไฟฟ้าโดยเฉพาะ BMW เตรียมทำตลาดด้วยขุมพลังหลายรูปแบบ ซึ่งรายละเอียดอาจแตกต่างกันในแต่ละประเทศ
สำหรับตลาดสหรัฐฯ รุ่นเริ่มต้น X5 40 xDrive ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบเรียง ขนาด 3.0 ลิตร ทำงานร่วมกับระบบ Mild Hybrid 48V ให้กำลังสูงสุด 394 แรงม้า และแรงบิด 580 นิวตันเมตร เพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม 19 แรงม้า และ 61 นิวตันเมตร สามารถเร่งจาก 0-97 กม./ชม. ได้ภายใน 5.1 วินาที
ส่วนรุ่น X5 50e xDrive ซึ่งเป็นเวอร์ชัน Plug-in Hybrid ใช้เครื่องยนต์ 3.0 ลิตร ผสานมอเตอร์ไฟฟ้า ให้กำลังรวม 483 แรงม้า และแรงบิด 700 นิวตันเมตร แม้กำลังสูงสุดจะเท่าเดิม แต่แบตเตอรี่ได้รับการอัปเกรดจาก 19.2 kWh เป็น 26.5 kWh ทำให้สามารถขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วนได้ไกลถึง 71 กิโลเมตร
ไฮไลต์สำคัญคือ BMW iX5 60 xDrive รถยนต์ไฟฟ้าล้วนรุ่นแรกของตระกูล X5 ที่ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าคู่ ให้กำลังรวม 570 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 804 นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-97 กม./ชม. ทำได้ใน 4.4 วินาที แบตเตอรี่ความจุ 144 kWh รองรับระยะทางวิ่งสูงสุดประมาณ 700 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง พร้อมรองรับการชาร์จเร็ว DC สูงสุด 460 kW ซึ่งสามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในเวลาประมาณ 22 นาที
BMW X5 ใหม่จะมีราคาสูงกว่ารุ่นปัจจุบันในตลาดสหรัฐฯ ประมาณ 1,500 ดอลลาร์สหรัฐ โดยรุ่น X5 40 xDrive จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนตุลาคมปีนี้ ขณะที่รุ่นอื่น ๆ จะทยอยเปิดตัวในช่วงต้นปี 2027 นอกจากนี้ BMW ยังมีแผนขยายไลน์อัปเพิ่มเติมด้วยรุ่น M Performance ที่ใช้เครื่องยนต์ V8 และ iX5 Hydrogen ซึ่งใช้เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงไฮโดรเจน
ด้วยการยกเครื่องครั้งใหญ่ ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และการเพิ่มทางเลือกขุมพลังไฟฟ้าล้วน ทำให้ BMW X5 เจเนอเรชันใหม่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง และพร้อมท้าชนคู่แข่งสำคัญอย่าง Mercedes-Benz GLE ในตลาด SUV หรูระดับพรีเมียมได้อย่างเต็มตัว.