สัญญาณที่บอกว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรกแล้ว

ประสบการณ์ใช้รถ | 10 มิ.ย 2564
แชร์ 4

ลองมาเช็กอาการกันดูว่า ถึงเวลาแล้วหรือยัง? ที่รถของคุณต้องเปลี่ยนผ้าเบรก พร้อมคำแนะนำในการเลือกผ้าเบรกให้ถูกประเภทที่เหมาะกับรถและตรงกับการใช้งานของคุณ

ผ้าเบรก เป็นอุปกรณ์สำคัญอย่างหนึ่งประจำรถ โดยทำหน้าที่ในการหยุดรถหรือชะลอความเร็วของรถ มีหลักในการทำงานคือสร้างแรงเสียดทานระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรกเพื่อให้รถชะลอหรือหยุดลง ระดับความหนาปกติของผ้าเบรกโดยทั่วไป ตามมาตรฐานจะอยู่ที่ประมาณ 10 มม. ซึ่งจะสึกกร่อนลงไปตามการใช้งาน

อายุการใช้งานของผ้าเบรก

ทุก ๆ 3 เดือนควรมีการตรวจเช็กระบบเบรก หรือทุก ๆ 20,000 กิโลเมตร เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพในการทำงานทั่วไปของตัวแม่ปั้มเบรก และตรวจสอบความหนาของผ้าเบรก ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า ว่าขนาดของผ้าเบรกมีความหนาบางอยู่ในระดับที่เหมาะสมพอดีแล้วหรือไม่

ผ้าเบรกจะมีความหนาอยู่ที่ 10 มม. เป็นมาตรฐาน
ผ้าเบรกจะมีความหนาอยู่ที่ 10 มม. เป็นมาตรฐาน

โดยปกติผ้าเบรกจะมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 48,000-56,000 กิโลเมตร แต่ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน ของรถแต่ละคัน สำหรับรถที่ใช้งานในเขตเมือง ที่มีสภาพการจราจรหนาแน่น จะเหยียบเบรกบ่อยกว่าผู้ที่ขับรถบนทางด่วนหรือบนทางด่วน และนอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบจากสัญญาณเหล่านี้ได้ ว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนผ้าเบรกแล้ว

เปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อไหร่?

  • เหยียบเบรกแล้วเสียงดัง : ลักษณะคล้าย ๆ เสียงเหล็กเสียดสีกัน อาจเกิดจากตัวเหล็กที่ยึดติดกับแผ่นดิสก์เบรกไปขูดเข้ากับขอบบนของจานเบรก เพราะผ้าเบรกบางจนถึงเนื้อเหล็กแล้ว
  • สัญญาณไฟเตือนขึ้นที่ปัด : เป็นไปได้ว่ารถมีปัญหาเกี่ยวกับระบบเบรก อาจเป็นเพราะน้ำมันเบรกต่ำเกินไปหรือผ้าเบรกสึก
  • น้ำมันเบรกลดต่ำกว่าปกติ : ทำการตรวจสอบแล้วไม่พบรอยรั่ว อาจเป็นไปได้ว่าเป็นเพราะผ้าเบรกบางลงมากเกินไป ทำให้น้ำมันเบรกเข้าไปอยู่ตามสายเบรก ลูกสูบเบรก ที่เนื้อผ้าเบรกสึกไป
  • ใช้แรงเหยียบเบรกมากขึ้น : ไม่สามารถหยุดเบรกได้ในทันที ต้องออกแรงเหยียบเพิ่มขึ้น รถชะลอความเร็ว หรือหยุดช้ากว่าเดิม

ลองตรวจสอบอาการต่อไปนี้ หากรถของคุณมีอาการดังกล่าวข้างต้น และเช็กแล้วพบว่าผ้าเบรกมีขนาดต่ำกว่า 4 มม. นั่นเป็นสัญญาณว่าถึงเวลาที่ควรนำรถของคุณไปเปลี่ยนผ้าเบรกได้แล้ว

เลือกผ้าเบรกแบบไหนดี?

ควรเลือกผ้าเบรกให้เหมาะกับประเภทของรถและลักษณะการใช้งาน หากมีการใช้รถในเส้นทางที่จำเป็นต้องมีการเหยียบเบรกบ่อย เช่น การขับขี่ในเมืองที่มีสภาพการจราจรที่ติดขัดอยู่บ่อย ๆ ควรเลือกใช้ผ้าเบรกที่มีคุณสมบัติในการทนความร้อนได้สูง หากเป็นรถที่เน้นใช้งานบรรทุกของหนัก ควรเลือกใช้ผ้าเบรกที่มีค่าแรงเสียดทานสูงกว่ารถทั่วไป เพื่อให้การหยุดรถเป็นไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

เลือกผ้าเบรกให้เหมาะกับการใช้งานกับรถของคุณ
เลือกผ้าเบรกให้เหมาะกับการใช้งานกับรถของคุณ

โดยในปัจจุบัน ผ้าเบรกมี 4 ประเภทให้เลือก

  • ผ้าเบรกออร์แกนิค ผลิตด้วยเส้นใยที่ทำจาก ใยแก้ว ยาง และ ไฟเบอร์ ให้ความนุ่ม เงียบ และไม่มีเสียงดังเมื่อเหยียบเบรก เหมาะกับการขับขี่รถที่ใช้ความเร็วไม่มาก
  • ผ้าเบรกเมทัลลิก ผลิตจากโลหะที่ทนต่ออุณหภูมิที่สูง มีอายุการใช้งานได้เป็นเวลานาน ทนทาน เป็นประเภทที่นิยมอย่างมาก แต่เมื่อใช้ไปสักระยะนึงก็จะมีเสียงดังรบกวนและอาจทำให้จานเบรกสึกหรอก่อนเวลาอันควรได้
  • ผ้าเบรกเซมิเมทัลลิก มีส่วนผสมของโลหะที่มากถึง 65% ได้รับความนิยมและพบเห็นได้มากที่สุดในยุคปัจจุบัน มีความทนทานที่สูงและมีระยะเวลาใช้งานที่ยาวนาน เหมาะกับผู้ที่ชอบการขับขี่รถด้วยความเร็วสูง และต้องการที่จะหยุดรถด้วยความรวดเร็วทันใจ
  • ผ้าเบรกเซรามิก ทำจากวัสดุเซรามิกผสมเส้นใยทองแดง มีความทนทานสูงกว่าประเภทอื่น เงียบ และไม่มีฝุ่นดำ ราคาที่ค่อนข้างสูง ตัวเนื้อผ้าเบรกไม่ดูดซับความร้อนอาจทำให้จานเบรกเกิดความร้อนที่สูงได้

นอกจากการเลือกผ้าเบรกที่มีคุณภาพที่ดีแล้ว พฤติกรรมการขับขี่ก็มีผลต่อการถนอมผ้าเบรก เพื่อให้อายุการใช้งานผ้าเบรกที่ยาวนานขึ้น ควรเริ่มจากการหยุดรถในระยะที่เหมาะสม เหยียบแป้นเบรกในระยะที่ถูกต้อง ไม่ค่อยหยุดรถแบบกะทันหัน เพราะอาจทำให้ผ้าเบรกเสียดสีกับจานเบรกมากเกินความจำเป็น จะทำให้ผ้าเบรกและจานเบรกเสื่อมสภาพไวขึ้น

ดูเพิ่มเติม
>> ล้างหัวฉีด จำเป็นไหม เมื่อไหร่ต้องล้าง?

>> ค้ำโช๊คคืออะไร สำคัญแค่ไหน?

เข้าดู ตลาดรถ ได้ที่นี่

ANNOiNA