การสอบใบขับขี่ของประเทศต่างๆในโลก

ประสบการณ์ใช้รถ | 15 ส.ค 2561
แชร์ 2

ประเทศไทยนับว่ามีอัตราการเสียชีวิตทางจราจรทางบกสูงมากแล้วประเทศอื่นๆที่อัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าการสอบใบขับขี่เขาเป็นอย่างไรกัน


ขับรถเพลินๆในฟินแลนด์ก็มีกวางเรนเดียร์มาเดินขวางถนนได้

สิ้นปี2017 ประเทศไทยถูกจัดให้เป็นอันดับหนึ่งในเรื่องอุบัติเหตุบนท้องถนนโดยWorld Atlas คือมีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น และปัจจัยที่ทำให้ประเทศเราติดอันดับหนึ่งในด้านนี้ก็คงมาจากหลายปัจจัย หากต้องการจะลดอันดับลงคงต้องใช้ความร่วมมือจากทุกฝ่าย สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยให้อุบัติเหตุลดลงได้คือผู้ขับขี่แต่ละคนต้องรู้จักกฎจราจรและสอบผ่านใบอุนญาตขับขี่ วันนี้เราจะมาดูกันว่าการสอบใบอนุญาตขับขี่ในประเทศอื่นๆบางประเทศว่ามีความเข้มงวดเป็นอย่างไรบ้างจึงทำให้อัตราการเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่าประเทศไทย

1. ประเทศอังกฤษ (United Kingdom)

อายุ บุคคลที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษและจะสามารถสมัครสอบใบอนุญาตขับขี่ของประเทศอังกฤษไอ้จะต้องมีอายุตั้งแต่ 15ปี 9เดือนขึ้นไป กว่าจะสอบผ่านทำเรื่องใดๆเสร็จสรรพจะขับขี่รถจริงๆได้ต้องให้อายุ16ปีขึ้นไปเสียก่อน และตอนอายุ16ปีนั้นสามารถขี่ได้แต่รถจักรยานยนต์เท่านั้น ต้องรอให้อายุ17ปีก่อน ถึงจะขับรถยนต์ได้

การสอบใบขับขี่ในประเทศอังกฤษนั้นนับว่าค่อนข้างยาก ยากแค่ไหน หลายๆท่านอาจจะเคยได้สัมผัสมาแล้วเพราะแค่การสอบทฤษฎีในครั้งแรกก็มีคนตกไปแล้วราวครึ่งหนึ่ง และในบรรดาที่ผ่านการสอบทฤษฎีก็ไปตกรอบปฏิบัติอีกประมาณ10% เหตุผลที่ยากและโหดแบบนี้ปัจจัยหนึ่งมาจากเวลาสอบปฏิบัตินั้นจำเป็นต้องสอบกันบนท้องถนนจริงๆทำให้ตัวแปรควบคุมที่เราคุ้นๆกันในสนามไม่สามารถควบคุมได้แล้ว (ก็คนอื่นเขาใช้ถนนกันอยู่จริงๆ) และสอบเสร็จก็จะสามารถรู้ผลสอบในวันนั้นเลยว่าผ่านหรือไม่ผ่าน

สอบทฤษฎี การสอบทฤษฎีแบ่งเป็นส่วนหลักๆ2ส่วนและการจะผ่านการสอบได้ต้องผ่านทั้ง2ส่วน ตกแม้ส่วนเดียวก็คือไม่ผ่าน โดยส่วนที่หนึ่งคือข้อสอบปรนัย (มีตัวเลือกให้เลือก) ส่วนนี้ทำข้อสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อให้ง่ายและกันการตรวจพลาด ข้อสอบมีทั้งหมด50ข้อ จะสอบผ่านได้ต้องทำถูกได้43ข้อขึ้นไป โดยมีเวลาให้ทั้งหมด57นาที บวกกับเวลาซ้อมให้คุ้นเคยกับระบบคอมพิวเตร์อีก15นาที เมื่อจบส่วนข้อสอบปรนัย จะไปต่อส่วนที่เป็นการทดสอบการรับรู้อันตราย ยังคงใช้คอมพิวเตอร์แต่จะให้ผู้เข้าสอบดูวิดีโอ วิดีโอแต่ละคลิปจะยาว1นาที มีทั้งหมด14วิดีโอ วิดีโอจะเป็นมุมมองของผู้ขับไปตามท้องถนนจากนั้นจะมีสิ่งแปลกปลอมหรือสิ่งที่คาดว่าน่าจะเป็นสิ่งอันตรายเกิดขึ้นบนหน้าจอให้ผู้เข้าสอบคลิกเมาส์ ยิ่งสังเกตเจอสิ่งอันตรายเร็วเท่าไรก็ยิ่งได้คะแนนมาก คลิกมั่วๆไม่ตรงกับอันตรายนั้นก็ได้คะแนนน้อยหรือได้ศูนย์ในคลิปนั้นๆ ผู้เข้าสอบต้องได้คะแนน44คะแนนขึ้นไปจากคะแนนเต็ม75

ดูเพิ่มเติม
>> 
ย้อนรอยวิกฤตน้ำมันโลกปี1973
​>> ต่ออายุใบขับขี่เมื่อไหร่ดี!!!

ภาพจากวิดีโอการสอบการรับรู้อันตรายให้ใช้เมาส์คลิ้กเมื่อคิดว่ามีอันตรายจากภาพรถกำลังวิ่งมาจากทางซ้าย...ระวัง!!!

ภาพจากวิดีโอการสอบการรับรู้อันตรายให้ใช้เมาส์คลิ้กเมื่อคิดว่ามีอันตรายจากภาพรถกำลังวิ่งมาจากทางซ้าย...ระวัง!!!

สอบปฏิบัติ จะมาถึงจุดนี้ได้การสอบทฤษฎีทั้งหมดต้องผ่านก่อน โดยการสอบจะใช้รถเกียร์ธรรมดาหรือออโตเมติกก็ได้ แต่ถ้าใช้เกียร์แบบออโตเมติกก็จะได้ใบขับขี่ที่ขับเฉพาะเกียร์ออโตเมติกเท่านั้น ผู้สอบจะขับรถนั่งไปกับกรรมการคุมสอบแลกรรมการจะหักคะแนนไปเรื่อยๆถ้าขับผิดพลาดรุนแรงหรืออันตรายเกิน15ครั้งก็คือสอบตก ใช้เวลาในการขับขี่ประมาณ40นาทีตามเส้นทางที่ได้วางแผนไว้แล้ว

ตัวอย่างข้อสอบ คุณกำลังขับรถในสภาพที่มีลมพัดแรงและต้องการที่จะแซงรถมอเตอร์ไซด์คุณควรทำอย่างไร

  1. ขับแซงด้วยความเร็วที่แน่ใจว่าแซงผ่านแน่ๆ
  2. อยู่ให้ใกล้มอเตอร์ไซด์ในขณะที่ขับแซง
  3. แซงมอเตอร์ไซด์โดยขับให้ห่างที่สุด
  4. แซงให้เร็วที่สุดที่คุณทำได้

2. ประเทศเยอรมนี (Germany)

อายุ ผู้ที่สามารถสอบใบอนุญาตขับขี่ในประเทศเยอรมนีได้ต้องมีอายุ 16 ปี และขี่ได้เฉพาะมอเตอร์ไซด์ อายุ17ปีจึงจะสามารถขับรถยนต์ได้ และอายุ21ปีขึ้นไปจึงจะสามารถขับรถบรรทุกหรือรถบัสได้

สิ่งที่เหมือนกันกับประเทศอื่นในการสอบใบขับขี่ คือการสอบภาคทฤษฎีและสอบปฏิบัติ แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ก่อนจะลงสอบได้นั้นผู้สมัครต้องผ่านการทดสอบทางสายตาและหลักสูตรการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนอย่างน้อย8ชั่วโมง และเมื่อได้สอบภาคทฤษฎีอัตราการสอบผ่านโดยเฉลี่ยก็ประมาณ 60% -80% ส่วนค่าใช้จ่ายในการเรียนและสอบของประเทศเยอรมนีถือว่าโหดมากคือประมาณ 60,000 – 100,000 บาท แล้วแต่เมืองหรือความสามารถของผู้เรียน

สอบทฤษฎี การสอบทฤษฎีเป็นข้อสอบแบบตัวเลือกมีทั้งหมด 30 ข้อ ถ้าติดลบมากกว่า10คะแนน ก็สอบตก ที่น่าสนใจคือคำตอบในแต่ละข้อคำถามอาจจะมีข้อเดียวหรือมีหลายข้อก็ได้ คำแนนเต็ม110จะสอบผ่านได้ต้องทำให้ได้100คะแนน แต่โชคดีหน่อยที่ข้อสอบนั้นเป็นการสุ่มขึ้นมาจากข้อสอบเป็นพันข้อที่มีให้เรียนหรืออยู่ในหนังสือ ดังนั้นยิ่งอ่านมากยิ่งเจอมามากยิ่งทำข้อสอบได้คะแนนมาก 

ตัวอย่างข้อสอบทฤษฎีในประเทศเยอรมนี

ตัวอย่างข้อสอบทฤษฎีในประเทศเยอรมนี

สอบปฏิบัติ การสอบจะขับในถนนจริงใช้เวลาประมาณ45นาที โดยมีกรรมการคุมสอบนั่งรถไปกับเราด้วยพร้อมกับรถที่มีแป้นเบรกที่เท้ากรรมการคุมสอบ ถ้าขับไปในสถานการณ์ที่กรรมการจำเป็นต้องเหยียบเบรก นั่นคือสอบตก ถนนที่สอบก็จะมีหลายรูปแบบทั้งทางด่วน จอดเทียบข้าง ถอยหลัง เรียกว่าเกือบทุกรูปแบบที่จำเป็นต้องใช้ในการขับรถจริง กรรมการคุมสอบคือผู้ถือสิทธิ์ขาด

3. ประเทศสิงคโปร์ (Singapore)

อายุ ผู้ที่สามารถสอบใบอนุญาตขับขี่ในประเทศสิงคโปร์ได้ต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

เมื่อผ่านการสอบทฤษฎีพื้นฐานแล้วจะได้ใบขับขี่ชั่วคราวซึ่งมีอายุ2ปี ใบขับขี่นี้จะเป็นใบเบิกทางไปสู่การเรียนเพื่อสอบภาคปฏิบัติต่อไป นั่นหมายความว่าคนที่ยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่อะไรเลยไม่มีสิทธิ์ขับรถบนท้องถนนแม้สิ่งนั้นจะเป็นการเรียนขับรถก็ตาม ต่างจากประเทศไทยที่นักเรียนในโรงเรียนสอนขับรถก็ยังไม่มีใบอนุญาตขับขี่แต่สามารถเรียนภาคปฏิบัติบนท้องถนนจริงๆได้

สอบทฤษฎี การสอบทฤษฎีในประเทศสิงคโปร์จะมีคำถามทั้งหมด50ข้อ โดยใช้เวลาในการทำข้อสอบ50นาที ผู้ที่ผ่านการสอบจะต้องทำคะแนนได้ตั้งแต่45คะแนนขึ้นไป ซึ่งใช้ระบบคอมพิวเตอร์และจอทัชสกรีนในการสอบและสามารถรู้ผลสอบทันทีเพราะเครื่องคอมพิวเตอร์จะตรวจคำตอบและแสดงผลคะแนนให้แก่ผู้สอบทันทีหลังการสอบ นับว่าทันสมัยจริงๆ

ตัวอย่างข้อสอบภาคทฤษฎีในประเทศสิงคโปร์

ตัวอย่างข้อสอบภาคทฤษฎีในประเทศสิงคโปร์

สอบปฏิบัติ ผู้ที่จะสอบปฏิบัติได้จะต้องผ่านการสอบภาคทฤษฎีสุดท้าย (ที่ไม่ใช่พื้นฐาน) มาก่อนและต้องมีใบขับขี่ชั่วคราวที่ยังไม่หมดอายุด้วย การสอบปฏิบัตินี้จะมีด้วยกัน2ส่วนคือ การทดสอบทักษะในการขับรถยนต์ซึ่งจะทำในสนามสอบ และ ส่วนต่อมาคือการทดสอบความสามารถที่จะตอบสนองได้อย่างปลอดภัยต่อผู้ใช้รถใช้ถนนคนอื่นๆรวมไปถึงกฎจราจรและป้ายจราจรต่างๆด้วย ซึ่งส่วนนี้จะปฏิบัติบนถนนจริงๆ

ตัวอย่างข้อสอบ เพราะเหตุใดจึงต้องมีการเว้นระยะห่างกับรถคันหน้ามากกว่า2วินาทีในวันที่มีฝนตกหรือวันที่ทัศนวิสัยแย่

  1. ประสิทธิภาพของเบรกลดลงเนื่องจากระยะเบรกที่มากขึ้นเนื่องจากพื้นเปียกดังนั้นการรัษาระยะห่างมากกว่า2วินาทีจะช่วยให้มีเวลามากขึ้นในการหยุดรถได้
  2. ระยะหยุดรถจะมีมากขึ้นเนื่องจากทัศนวิสัยในการมองเห็นแย่ลงดังนั้นการรักษาระยะห่างมากกว่า2วินาทีจะช่วยให้แน่ใจว่าจะสามารถหยุดรถได้ทัน
  3. ถูกทั้ง2ข้อ

4. ประเทศฟินแลนด์ (Finland)

อายุ ผู้ที่สามารถสอบใบอนุญาตขับขี่ในประเทศฟินแลนด์จะต้องมีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ผู้ที่อายุต่ำกว่า18ปีบริบูรณ์สามารถมีใบอนุญาตขับขี่ได้แต่จะเป็นประเภทที่สามารถขับขี่ได้เฉพาะรถมอเตอร์ไซด์หรือรถแทรกเตอร์เท่านั้น

การที่จะได้รับใบอนุญาตขับขี่ของประเทศฟินแลนด์ทำได้2วิธีคือ ได้รับจากการสอบในโรงเรียนสอนขับรถหรือได้รับจากญาติซึ่งมีใบอนุญาตขับขี่และมีใบอนุญาตของผู้เชี่ยวชาญพิเศษ (ไม่ใช่แค่ญาติมีใบขับขี่มาสอนแล้วจะได้รับใบขับขี่ได้)และยังต้องมีรถยนต์ที่มีเบรกติดตั้งเสริมที่ที่นั่งข้างคนขับอีกด้วย แต่ก่อนจะสอบได้ก็ต้องเรียนก่อน โดยการเรียนภาคทฤษฎี19ชั่วโมงและเรียนการขับอีก18ชั่วโมง ซึ่งจะรวมถึงการขับขี่ในสภาพถนนต่างๆทั้งกลางคืนและการขับบนหิมะด้วย กรณีหิมะนี้เองที่มีความแตกต่างจากการสอบใบขับขี่ในบ้านเราเป็นอย่างมาก  นอกจากนั้นภายใน2ปีหลังจากได้รับใบอนุญาตขับขี่ในครั้งแรกแล้วห้ามทำผิดกฎจราจรถ้าถูกจับปรับ 2ครั้งมีสิทธิ์ถูกเพิกถอนใบอนุญาตได้ (เปรียบเสมือนช่วงทดลองงาน)

​​สภาพถนนที่อยู่ๆก็มีกวางเรนเดียร์ออกมาเดินขวาง

​​สภาพถนนที่อยู่ๆก็มีกวางเรนเดียร์ออกมาเดินขวาง
 

ป้ายตามถนนที่ตัวเลขมากมายจนลายตาในประเทศฟินแลนด์

ป้ายตามถนนที่ตัวเลขมากมายจนลายตาในประเทศฟินแลนด์

              สอบทฤษฎี การสอบทฤษฎีในประเทศฟินแลนด์จะเป็นการทำข้อสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย2ส่วนคือ ส่วนแรกเกี่ยวกับสถานการณ์การขับขี่และส่วนที่2เกี่ยวกับทฤษฎีพื้นฐานการขับขี่รถยนต์ในประเทศฟินแลนด์ การทำข้อสอบใช้เวลาทั้งหมด30นาที

              สอบปฏิบัติ ใช้เวลาในการสอบประมาณ45-60นาที เพื่อให้เกิดจิตสำนึกด้านความปลอดภัยและรับผิดชอบต่อสังคมในขณะขับรถ สิ่งที่แตกต่างออกไปอีกคือรถที่ใช้ในการสอบปฏิบัติจะต้องเป็นของผู้สอบนำมาเอง ครั้นจะไปเช่าก็คงไม่ได้เพราะว่าการเช่ารถในประเทศฟินแลนด์ผู้เช่าจะต้องมีใบอนุญาตขับขี่และประสบการณ์ขับขี่อย่างน้อย1ปี (เหมือนไก่กับไข่อะไรเกิดก่อน...ก็กำลังจะเช่ารถเพื่อขับไปสอบใบขับขี่อยู่นี่ไง)

              ตัวอย่างข้อสอบ คุณต้องทำอย่างไรถ้าคุณปล่อยให้รถของคุณขาดการประกันภัย

ก. ไม่เป็นไร การประกันภัยรถยนต์เป็นเรื่องสมัครใจ

ข. โดนตำรวจเรียกเสียค่าปรับ

ค. จะได้รับการแจ้งเตือนและไม่สามารถนำรถเข้าตรวจสภาพได้

5. ประเทศอินเดีย (India)

อายุ ใบขับขี่ชั่วคราวสามารถสอบได้ตั้งแต่อายุ16ปีบริบูรณ์ขึ้นไปแต่จะได้เฉพาะรถมอเตอร์ไซด์หรือรถมอเตอร์ไซด์ที่ไม่มีเกียร์เท่านั้น ส่วนรถยนต์ธรรมดาสามารถสอบได้ตั้งแต่อายุ18ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่และประชากรมากประเทศหนึ่ง รถยนต์ในตลาดจึงมีมากมายหลายชนิดหลายขนาด ตั้งแต่เครื่องยนต์เล็กกว่า50ซีซีจนถึงรถบรรทุก แถมในถนนหนทางอาจจะต้องเจอกับฝูงวัวที่ใช้ถนนอยูด้วย ความเร็วสูงสุดที่กฎหมายกำหนดไว้ว่าไม่ให้เกินและใช้กันทั่วประเทศ คือ 100 กิโลเมตร/ชม.สำหรับรถยนต์และ 65 กิโลเมตร/ชม. ในขณะที่ประเทศไทยเรามอเตอร์ไซด์ขับแซงรถเก๋งกันได้สบายๆ นี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่แม้ว่าประชากรจะมากยังไงถ้าขับช้าลงหน่อยก็ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนในประเทศน้อยกว่าประเทศไทยได้

สภาพการจราจรในประเทศอินเดียที่หนาแน่นเหลือเกิน

สภาพการจราจรในประเทศอินเดียที่หนาแน่นเหลือเกิน

              สอบทฤษฎี การสอบทฤษฎีในประเทศอินเดียแบ่งเป็น2ส่วนคือ   ส่วนแรกข้อสอบแบบปรนัยมีทั้งหมด15ข้อ และต้องตอบให้ถูกอย่างน้อย 9 ข้อจึงจะผ่านการทดสอบภาคทฤษฎี ซึ่งเนื้อหาก็จะเป็นกฎการใช้รถใช้ถนนและสัญญาณ ป้ายจราจรต่างๆ ส่วนที่2จะเป็นการสอบเขียนหรือปากเปล่า ขึ้นอยู่กับรัฐนั้นๆในประเทศอินเดีย และต้องผ่านการสอบทั้ง2ส่วนจึงจะเรียกว่าผ่านการสอบทฤษฎี

              สอบปฏิบัติ นับว่าเป็นประเทศที่การสอบภาคปฏิบัติไม่ได้มหาโหดเหมือนประเทศในแถบยุโรป ถ้าผู้สอบขับรถได้ปกติดีไม่มีอะไรแปลกประหลาดกรรมการคุมสอบก็ไม่ได้เข้มงวดเกินไปนัก ส่วนที่จะดูแปลกสำหรับคนไทยหน่อยก็คือให้ขับถอยหลังบนทางที่โค้งเป็นรูปตัวเอส (S)

              ตัวอย่างข้อสอบ ผู้ขับรถแทร็กเตอร์จะไม่นำรถไปขนสิ่งใด

  1. คนอื่นๆนอกจากผู้ขับ
  2. บุคคลอื่นนอกจากผู้ขับที่มากกว่า3คน
  3. มากกว่า2คนรวมผู้ขับ
  4. ไม่มีข้อใดถูก

เพื่อนๆชาว chobrod คงเห็นภาพกันแล้วนะครับว่าการสอบใบอนุญาตขับขี่ในต่างประเทศนั้นสิ่งที่คล้ายคลึงกันในหลายๆประเทศคือมีทั้งการสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติแต่สิ่งที่ต่างกันคือรายละเอียดปลีกย่อยเช่นเรื่อง การจะสอบได้ต้องผ่านการอบรมบางอย่างก่อน หรือบางประเทศต้องได้รับใบอนุญาตอื่นมาก่อน เป็นต้น ตรงรายละเอียดปลีกย่อยนี่เองที่มีความแตกต่างจากการสอบใบอนุญาตขับขี่ในประเทศไทย แต่ไม่ว่าการสอบจะยากหรือง่ายอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเมื่อได้รับใบอนุญาตขับขี่มาแล้วสามารถขับรถบนท้องถนนในประเทศนั้นๆได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่นจึงจะดีที่สุดครับ

ดูเพิ่มเติม
>> 
สงสัยกันไหมทำไมฮอนด้าไม่มีรถกระบะ แล้วisuzu ไม่มีรถเก๋ง
>> “BMW ConnectedDrive” เชื่อมต่ออย่างไร้ขีดจำกัด เพื่ออิสระในการใช้ชีวิต