แผน "รถเก่าแลกรถใหม่" สะดุด กระทรวงการคลังยุติโครงการ เหตุจัดการซากรถและตีราคารถมือสองซับซ้อนเกินคาด

โครงการ "รถเก่าแลกรถใหม่" ที่เคยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในมาตรการกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศไทย อาจไม่ได้เกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ หลังกระทรวงการคลังตัดสินใจยกเลิกแนวคิดดังกล่าว เนื่องจากพบอุปสรรคสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะการประเมินมูลค่ารถใช้แล้วและการบริหารจัดการซากรถที่ถูกนำออกจากระบบ
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภาครัฐจะไม่เดินหน้าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ในปี 2569 ตามที่เคยมีการศึกษาไว้ เนื่องจากพบข้อจำกัดในการดำเนินงานหลายประการ โดยเฉพาะการกำหนดมูลค่ารถยนต์มือสองที่มีความแตกต่างกันในแต่ละคัน รวมถึงขั้นตอนการจัดการรถที่หมดอายุการใช้งานให้เป็นไปตามมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตยังคงเดินหน้าศึกษามาตรการใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานสะอาดและการลดการปล่อยมลพิษในภาคยานยนต์ต่อไป
ปลัดกระทรวงการคลังระบุว่า หลักการสำคัญของโครงการนี้คือ ผู้ผลิตหรือเจ้าของแบรนด์รถยนต์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบรถเก่าที่ลูกค้านำมาแลกเปลี่ยน เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนไปสู่การซื้อรถใหม่
แนวทางดังกล่าวหมายความว่า ภาระในการรับคืน ดูแล และกำจัดรถเก่าไม่ควรตกอยู่กับภาครัฐ แต่เป็นหน้าที่ของภาคเอกชนที่ได้รับประโยชน์จากการจำหน่ายรถยนต์ใหม่ หากผู้ประกอบการไม่พร้อมเข้าร่วมและสนับสนุนโครงการ ก็ยากที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นได้จริง
สำหรับแนวทางจัดการรถเก่าที่ถูกนำเข้าสู่ระบบ นายลวรณอธิบายว่า รถบางคันที่ยังอยู่ในสภาพดีและสามารถใช้งานได้ อาจมีทางเลือกในการส่งออกไปจำหน่ายยังประเทศอื่น
ในขณะที่รถที่มีอายุการใช้งานสูงหรือไม่สามารถใช้งานได้แล้ว จำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการรื้อถอนและกำจัดซากอย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสอดคล้องกับมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
แม้โครงการรถเก่าแลกรถใหม่จะถูกยุติลง แต่กรมสรรพสามิตยังอยู่ระหว่างจัดทำมาตรการทางเลือกชุดใหม่ เพื่อสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ
มาตรการดังกล่าวจะเชื่อมโยงกับกรอบการดำเนินงานภายใต้พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังศึกษารายละเอียดและรูปแบบที่เหมาะสม เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้จริงและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคยานยนต์
กระทรวงการคลังมองว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ กรมสรรพสามิตมีแนวโน้มจะเสนอแนวทางหรือโครงการใหม่ที่มีความคล่องตัวมากกว่าเดิม ลดความซับซ้อนด้านการบริหารจัดการ และสามารถตอบโจทย์เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การยุติโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ครั้งนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้แนวคิดดังกล่าวจะมีเป้าหมายที่น่าสนใจ แต่ในทางปฏิบัติยังมีความท้าทายหลายด้านที่ต้องได้รับการแก้ไขก่อนจะสามารถนำมาใช้ได้จริงในระดับประเทศ