ข่าวที่ได้รับความสนใจ

ประเด็นร้อน

รีวิวรถ

ราคารถ

เลิกเหอะ! กับ 14 พฤติกรรมไม่ควรทำตอนขับรถ

2 ก.พ 2561
การใช้รถที่ปลอดภัยอยู่ภายใต้ความไม่ประมาท มีสติและความมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง นอกจากจะไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ยังช่วยลดปัญหาจราจรติดขับได้อีกทาง Chobrod จะพาไปดูพฤติกรรมที่คุณควรหลีกเลี่ยง ไม่ควรทำขณะที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยมีอะไรบ้างไปดูกัน

14 พฤติกรรมไม่ควรทำตอนขับรถ

14 พฤติกรรมไม่ควรทำตอนขับรถ
 

1.ขับรถใช้โทรศัพท์

งด ! SocialMedia ทุกชนิด ไม่โทร ไม่รับ ขณะขับรถ จะช่วยทำให้ไม่มีสมาธิในการขับมากยิ่งขึ้น แม้จะเป็นไปได้ยากที่จะไม่รับ ไม่โทรแต่อย่างน้อยถ้าต้องใช้โทรศัพท์เข้าจริงๆ ควรจะมี Small Talk เพื่อช่วยให้การขับขี่รถของคุณยังสามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ
 

2.ง่วง อย่าขับ เมา อย่าขับ

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนท้องถนนส่วนใหญ่มาจากผู้ขับขี่ประมาท ทั้งเมาหรือง่วงแล้วขับ ในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน ในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุปีละกว่า 14,000 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้เสียชีวิตจากการง่วงแล้วขับหลับในมากถึง 2,800 คน คิดเป็นประมาณร้อยละ 20 ของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มูลค่าความเสียหายมากถึงปีละกว่า 20,000 ล้านบาท อุบัติเหตุที่เกิดจากการหลับในค่อนข้างรุนแรง จากคนหลับในขาดสติ ไม่รู้ตัว ไม่ต่างกับให้รถวิ่งไปเองโดยไร้คนขับ คนที่อดนอนทุกวัน วันละ 1 ชั่วโมงติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะมีอาการเหมือนคนที่มีแอลกอฮอล์ในร่างกาย 100 มิลลิกรัม แต่ระดับแอลกอฮอลมีเครื่องมือที่วัดกันได้ เรื่องความง่วงหรือความอ่อนเพลียจนกระทั่งถึงขั้นหลับในนั้นไม่มีกฎหมายควบคุมบังคับ และไม่มีเครื่องมือที่สามารถวัดได้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัวเองที่จะรู้ดีที่สุด
 

3.อยากเลี้ยวก็เลี้ยว

การไม่ให้สัญญาณไฟในการขับรถ อย่างการขับรถออกจากที่จอด, จอดรถ, กลับรถหรือการเลี้ยว ถ้าละเลยการให้สัญญาณไฟจะทำให้รถคันอื่นมองไม่เห็นรถของคุณแต่เนิ่นๆ คิดอยากออกก็ออก นึกอยากจอดก็จอด โดยไม่คำนึงถึงผู้ที่ขับตามมา รถคันไหนที่ใช้ความเร็วก็อาจเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อนได้อีก โชคร้ายอาจถึงชีวิตก็เป็นได้ทั้งกับตัวคุณและเดือดร้อนต่อผู้อื่น
 

4.ปาดแซงคอสะพานหรือจุดกลับรถ

คนอื่นเขารอเข้าคิวกลับรถแต่ความเห็นแก่ตัวของบางคนอาจทำให้การรอกลับรถนานขึ้น กับพฤติกรรมการไม่ต่อแถว (เสียเวลา) ปาด แซง แทรกระหว่างแถว เดี๋ยวนี้ถนนหลายสายเลยมีวิธีแก้เผ็ด พวกที่ชอบทำพฤติกรรมเหล่านี้ โดยติดกล้อง CCTV ดักไว้เลย ดังนั้นถ้าคุณจะมีพฤติกรรมแบบนี้อยู่ควรเลิกซะ ไม่เช่นนั้นนอกจากคำสรรเสริญหยาบๆ ที่รถคันอื่นมีให้คุณอาจมีใบสั่งส่งไปให้ถึงหน้าบ้านด้วยก็เป็นได้

 

ความเห็นแก่ตัว มักง่าย ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้รถติดมากในเมืองไทย

ความเห็นแก่ตัว มักง่าย ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้รถติดมากในเมืองไทย

5.ขับคร่อมเลน

พวกกั๊ก จะไปซ้ายหรือไปขวาก็ไม่เลือกสักเลน ผู้ใช้ถนนคนอื่นที่ขับตามหลังมาก็สับสนไม่รู้ว่าจะเอายังไง อาจทำเกิดอันตรายตามมาโดยไม่คาดคิดก็เป็นได้

 

6.ใส่ไฟท้ายสีฟ้า

การดัดแปลงไฟท้ายรถเป็นสีฟ้าหรือสีต่งที่สว่างมากเกิน ทั้งอันตรายต่อสายตาเพื่อนร่วมทางที่ขับรถตามมาแล้วยังผิดกฎหมาย เวลาขับขี่ตามรถที่มีไฟท้ายสีฟ้า คุณจะรู้สึกปวดหัวบ้างหรือเปล่า เพราะแสงสีฟ้าเป็นแสงที่สามารถทะลุทลวงได้ถึงจอประสาทตา เรียกได้ว่ามีพลังทำลายกระจกตาหรือจอประสาทตาได้มากกว่าแสงอื่น นอกจากนี้การดัดแปลงไฟท้ายยังเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เพราะกฎหมายกำหนดให้ไฟท้ายรถต้องเป็นสีแดง และไฟเลี้ยวต้องเป็นสีเหลืองอำพันเท่านั้น หากเจ้าหน้าที่พบเห็นหรือมีใครถ่ายรูปรถคุณแจ้งไปกรมขนส่งฯ จะถูกปรับไม่เกิน 2,000 บาท แพงกว่าค่าเปลี่ยนหลอดไฟอีกนะ
 

7.ขับทิ้งระยะห่างเกินไป

ถ้าหากคุณขับรถทิ้งระยะมากเกินไปนั้นและรถคันหลังจะพยายามแซงคุณขึ้นมา เพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุให้กับผู้อื่นอย่างไม่รู้ตัว เพราะอุบัติเหตุบนท้องถนนกว่า 80 % นั้น เกิดจากพฤติกรรมการใช้ถนนอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งกว่า 11 % มาจากการแซงซ้าย เหตุผลที่กฎหมายระบุว่าห้ามแซงซ้าย เพราะหากทิ้งระยะห่างคันหน้าอย่างเหมาะสม คงไม่มีผลอะไรมากนัก เนื่องจากทัศนวิสัยทั้งซ้าย-ขวาเอื้ออำนวยกัน
 

8.รถติดๆ ไม่ต่อแถวไปเปิดเลนถนนเอง

หลายคนขับรถมักจะหาวิธีเอาเปรียบผู้ร่วมทางอยู่เสมอ เพื่อให้ตัวเองไปถึงจุดหมายเร็วที่สุด ทั้งๆ ที่รถคันอื่นเขาก็อยากถึงที่หมายเร็วๆ กันทั้งนั้น แต่ก็ยังมีคนขับแบบไร้มารยาทเห็นแก่ตัว รถติดๆ เพื่อนๆ เขาต่อแถวกันมาเป็นระยะทางไกลๆ แต่พวกไม่มีมารยาทก็หาช่องทางเปิดเลนใหม่จนได้ พอมีหนึ่งคันเปิดหลายๆ คันก็ตามมาพากันมักง่ายทั้งแถว


จิตสำนึกในการใช้รถ มีผลสำคัญต่อเรื่องจราจรติดขัด

จิตสำนึกในการใช้รถ มีผลสำคัญต่อเรื่องจราจรติดขัด
 

9.ขับรถจี้ตูดคันหน้า

การขับรถให้ปลอดภัย ต้องเว้นระยะให้ห่างเพียงพอเพราะคุณไม่สามารถเริ่มเบรคได้พร้อมคันหน้า และอาจจะเบรคได้ไม่ดีเท่าคันหน้าด้วย ทันทีที่คันหน้าเบรค ความเร็วก็จะลดลงกะทันหัน แต่รถของคุณยังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วคงที่ก็จะพุ่งเข้าใส่ท้ายรถคันหน้า ในระหว่างที่ดวงตาเริ่มเห็นไฟเบรคติด สมองรับรู้ การตัดสินใจว่าต้องเบรคตามต้องใช้เวลา สมองสั่งมาที่กล้ามเนื้อขา แล้วก็ยังต้องใช้เวลาในการยกเท้าจากคันเร่งมาที่แป้นเบรค แล้วเหยียดขาเพื่อให้เท้ากดแป้นเบรค กดไปแล้วก็กินเวลาช่วงหนึ่ง กว่าที่ผ้าเบรคจะถูกอัดกับจานเบรคแล้วเริ่มมีแรงเบรค ในช่วงเวลาทั้งหมดนี้ ถ้ารถของคุณจะขับเข้าไปใกล้ท้ายคันหน้ามากเกินไป ยังไงก็เบรคไม่ทันแน่นอน
 

10.เปลี่ยนเลนไม่ให้สัญญาณ

อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่มักเกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง นั่นก็คือการไม่ให้สัญญาณไฟในการขับรถ

"ไฟเลี้ยว" เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถทุกคนต้องมี รถจะราคาถูก หรือรถหรูๆ หลายสิบล้านต้องมีติดรถมาจากโรงงาน ฉะนั้น อย่าลืม ! ให้สัญญาณทุกครั้งเมื่อจะต้องออกจากที่จอด, กลับรถ หรือการเลี้ยว-เลี้ยวขวา ส่วนใหญ่มักละเลยการให้สัญญาณให้รถคันอื่นมองเห็นคุณแต่เนิ่นๆ นึกอยากออกก็ออก นึกอยากจอดก็จอด โดยไม่คำนึงถึงผู้ที่ขับตามมา ถ้ารถคันหลังที่ขับตามมาด้วยความเร็ว อาจเกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
 

11. ติดไฟหน้าไม่ได้มาตราฐาน

อย่าลืมว่า ระบบส่องสว่างหน้ารถ ไม่เฉพาะแค่ให้มองเห็นเส้นทางของคุณในยามค่ำคืนเท่านั้น แต่ต้องไม่ไปรบกวนสายตาของเพื่อนร่วมทาง หรือคนเดินถนนรอบข้างด้วย ดังนั้นระดับความสว่างของแสงไฟ ตำแหน่งความสูงของลำแสง และโทนสีของลำแสงจึงต้องมีความเหมาะสม อยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่สว่างหรือสลัวเกินไป
 

12.ขับช้าแช่เลนขวา

ตามกฎหมายเลนขวามีไว้สำหรับแซงเท่านั้น เมื่อเข้าเลนขวาแล้วแซงขึ้นมาจนถึงระยะที่ปลอดภัย ผู้ขับขี่ต้องตีรถกลับเข้ามาในเลนซ้ายเช่นเดิม “ห้ามแช่ขวา” เพราะเลนขวาเป็นช่องทางสำหรับรถวิ่งความเร็วสูง การขับรถแช่อยู่เลนขวาจึงไม่เพียงแค่ก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ผู้ขับที่ตาม แต่ยังเพิ่มโอกาสการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนด้วย เนื่องจากจังหวะที่รถตามหลังกำลังจะเบี่ยงแซงซ้าย จะเกิดจุดบอดที่คนขับซึ่งอยู่ในตำแหน่งขวามองไม่เห็น จึงมีโอกาสสูงที่จะหักไปเจอรถเลนซ้ายในด้านหน้า ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ความเร็วไม่สูงมากประมาณ 60-80 กม./ชม. ก่อให้เกิดอุบัติเหตุพุ่งชนได้


ขับแช่ขวาเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ มีไว้สำหรับแซงเท่านั้น

ขับแช่ขวาเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรทำ มีไว้สำหรับแซงเท่านั้น

13.จอดในที่ห้ามจอด

ความมักง่ายของคนใช้รถมีให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ บางคนบอก "จอดแป๊บเดียวเอง" จะจอดตรงไหนก็ได้ เพราะคิดแบบนี้จอดรถแบบนี้นี่ไง ถนนเมืองไทยรถถึงติดทุกเส้นทางเล็กใหญ่ นี่คือเสียงบ่นจากผู้ร่วมทาง มาดูกันว่า จอดแบบไหนผิด !
 

การจอดรถในที่ห้ามจอด หากผู้ขับขี่จอดรถตามลักษณะต้องห้าม 15 ลักษณะ จะมีความผิดด้วย ซึ่งตาม พรบ. จราจรทางบก พศ. 2522 มาตรา 57 กำหนดว่า ห้ามผู้ขับขี่จอดรถดังต่อไปนี้

บนทางเท้า

  • บนสะพานหรืออุโมงค์

  • ในทางร่วมทางแยก หรือในระยะ 10 เมตร จากทางร่วมทางแยก

  • ห้ามจอดในทางข้ามหรือในระยะ 3 เมตรจากทางข้าม

  • ห้ามจอดรถในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามจอดรถ

  • ห้ามจอดรถ ในระยะ 3 เมตร จากท่อน้ำดับเพลิง

  • ห้ามจอดรถในระยะ 10  เมตร จากที่ดินตั้งสัญญาณจราจร

  • ห้ามจอดในระยะ 15  เมตรจากทางรถไฟผ่าน

  • ห้ามจอดซ้อนกันกับรถอื่นที่จอดอยู่ก่อนแล้ว

  • ห้ามจอดรถตรงปากทางเข้าออกของอาคารหรือทางเดินรถหรือในระยะ 5 เมตร จากปากทางเดินรถ

  • ห้ามจอดรถในระหว่างเขตปลอดภัยกับขอบทางหรือในระยะ 10 เมตร นับจากปลายสุดของเขตปลอดภัยทั้งสองข้าง

  • ห้ามจอดรถในที่คับขัน

  • ห้ามจอดรถในระยะ 15 เมตร ก่อนถึงเครื่องหมายหยุดรถประจำทางและให้จอดเลยเครื่องหมายไปอีก 3 เมตร

  • ห้ามจอดรถในระยะ 3 เมตรจากตู้ไปรษณีย์

  • ห้ามจอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจรทั้งนี้หากผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามทั้ง 15 ข้อ ตามมาตรา 57 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 500 บาท สามารถแจ้งไปที่สถานีตำรวจท้องที่ให้ดำเนินการจับกุมได้ทันที
     

14.เปิดไฟตัดหมอกโดนไม่จำเป็น

อย่าคิดว่า...ไฟตัดหมอกเปิดเมื่อไหร่ก็ได้ จริงๆ แล้วไฟตัดหมอกมีไว้เพื่อส่องระนาบไปกับพื้นถนนเฉพาะช่วงเวลาที่ฝนตกหนักหรือหมอกลงจัดเท่านั้น ในทางกลับกันหากใช้ผิดสถานการณ์ เปิดพร่ำเพื่อ จะเป็นการรบกวนสายตา และสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่น แถมยังเพิ่มโอกาสทำให้เกิดอุบัติเหตุง่าย และยังผิดกฎหมายจราจรอีกด้วย
 


 

ทั้งหมดคือสิ่งที่คุณควรเลี่ยงเมื่อใช้รถใช้ถนน มีน้ำใจ มีสติ ไม่ประมาท เพียงแค่นี้ก็สามารถช่วยให้ลดอุบัติเหตุหรือความสูยเสียลงได้แล้ว แล้วพฤติกรรมแบบไหนที่คุณเคยเจอบ่อยที่สุด ลองบอกกับทางเรา Chobrod ให้รู้กันหน่อยสิ

 

ดูเพิ่มเติม