ต้นกำเนิดของไฟจราจร ที่มาที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

ประสบการณ์ใช้รถ | 28 ก.ย 2564
แชร์ 0

เกร็ดน่ารู้ เรื่องราวเล็ก ๆ บนท้องถนน แต่ยิ่งใหญ่สำหรับคนใช้รถ ที่หลายคนไม่รู้ที่มา รู้ไหมว่าต้นกำเนิดของไฟจราจรมาจากไหน? แล้วทำไมถึงเลือกใช้สามสีนี้เป็นหลัก

ทุกคนคงทราบกันดีถึงความหมายของไฟจราจร ว่าเป็นสิ่งที่ไว้ใช้ส่งสัญญาณในการใช้รถบนถนน โดยมักจะถูกติดตั้งเอาไว้ตามแยกต่าง ๆ ที่มีการสัญจรที่หนาแน่นเป็นส่วนมาก โดยทำหน้าที่ควบคุมให้การใช้รถใช้ถนนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ซึ่งไฟจราจรมีความสำคัญมาก เพราะมีการระบุไว้ในข้อกฎหมาย ที่หากใครฝ่าฝืนก็จะต้องถูกรับโทษไปตามระเบียบ

ไฟจราจร
ฝ่าไฟแดง ระวังใบสั่งตามถึงบ้าน

และเชื่อว่าผู้ใช้รถ ใช้ถนนก็คงจะรู้ว่าไฟจราจรมีกี่สี ไฟจราจรมีสีอะไรบ้าง? และรู้ว่า ไฟสัญญาณจราจรแต่ละสีนั้นมีความหมายว่าอะไร นั่นก็คือสีแดงเป็นการให้สัญญาณการหยุด สีเหลืองให้ชะลอเตรียมตัวหยุด และสีเขียวคือให้รถผ่านไปได้ แต่คุณทราบที่มาของไฟจราจรหรือเปล่า? ว่ามีต้นกำเนิดมาจากที่ใด

ที่มาของไฟจราจร

ในปี ค.ศ.1868 วิศวกรชาวอังกฤษนามว่า เจ.พี ไนต์ ได้เล็งเห็นว่าการสัญจรของรถม้าและคนเดินเท้าที่ใช้งานถนนบริเวณสี่แยก เริ่มมีความพลุกพล่านมากขึ้น จึงได้คิดค้นอุปกรณ์ที่จะนำมาใช้แก้ไขปัญหานี้ เพื่อควบคุมการสัญจรให้มีความเป็นระเบียบมากขึ้น จนได้ประดิษฐ์ไฟจราจรชิ้นแรกของโลกขึ้นมา และถูกติดตั้งเอาไว้ที่สี่แยกหน้ารัฐสภาพอังกฤษ ในมหานครลอนดอน

ไฟจราจรแบบแรก
ไฟจราจรแบบแรกของโลก และยุคแรกของไฟจราจร 2 สี

โดยไฟจราจรแบบแรกของโลกนั้น มีลักษณะเป็นเพียงเสาสูง เหมือนคนยืนกางแขนซ้ายขวา ที่ทำงานด้วยระบบทำมือ นั่นคือต้องอาศัยมีคนคอยกดเพื่อส่งสัญญาณให้เครื่องทำงาน เมื่อแขนทั้ง 2 ข้าง ยกขึ้นให้ขนานกับพื้นดิน เป็นการบอกว่าพาหนะที่สัญจรอยู่ที่บริเวณสี่แยกนั้นจะต้องหยุดทันที และเมื่อส่งสัญญาณเคลื่อนตัว ทำมุม 45 องศา เป็นการบอกว่าให้ผู้ใช้พาหนะทุกชนิด ระมัดระวังในการใช้ถนนอย่างระมัดระวัง

ต้นแบบไฟจราจรที่ใช้ในปัจจุบัน
ไฟจราจรแบบ 3 สี ชิ้นแรกของโลก

ในเวลากลางคืนสัญญาณจราจรจะมีเพียงไฟสีแดงและสีเขียว จนในปี ค.ศ.1920 วิลเลียม พอตต์ ตำรวจจราาจรแห่งรัฐมิชิแกน ได้ออกแบบไฟสัญญาณจราจรรูปแบบใหม่ขึ้น พร้อมเพิ่มสีเหลืองเข้าไปอีกหนึ่งสี เพื่อเป็นสัญญาณเตือนให้ชะลอตัวก่อนที่จะหยุดหรือออกตัว และที่แรกที่ติดตั้งไฟจราจรแบบใหม่ก็คือที่หัวมุมถนนมิชิแกนในเมืองดีทรอยต์ ประเทศสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นต้นแบบไฟจราจรที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบแบบอัตโนมัติที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอย่างในปัจจุบัน

ความหมายของไฟจราจรแต่ละสี

การเลือกใช้สีทั้ง 3 หลักนั้น มีความหมายที่เข้าใจตามหลักสากล โดยกลุ่มสีนี้เป็นแม่สีหลัก ที่มีการสื่อความหมายที่เข้าใจได้ไม่ยาก นั่นคือการใช้สีแดง หมายถึงอันตราย สื่อถึงความฉุกเฉิน ทำให้เหมาะกับการใช้เตือนให้หยุดรถ ส่วนสีเขียวนั้นให้ความรู้สึกสบายใจ ดูสงบ ให้ความปลอดภัย และสำหรับสีเหลือง เป็นสีที่ดวงตาของมนุษย์ไวต่อการรับแสงมากสุด เหมาะกับการใช้เฝ้าระวัง และเตรียมตัว อีกทั้งให้ความรู้สึกผ่อนคลายอีกด้วย

สีของไฟจราจร
สีหลักทั้ง 3 มีความสำคัญต่อดวงตาของมนุษย์

สีเขียวและสีแดงมีโทนของสีที่ต่างกันอย่างชัดเจน แม้แต่คนตาบอดสีก็สามารถแยกแยะสีทั้งสองได้จากการวัดค่าความเข้มข้นของแสง และพิจารณาจากตำแหน่งของดวงไฟ ที่ปกติมักจะเรียงให้สีแดงเป็นสีแรกที่อยู่บนสุด หรือซ้ายสุด ตามด้วยสีเหลือง และสีเขียวที่จะอยู่ตำแหน่งสุดท้าย ซึ่งคนตาบอดสีจะต้องเข้ารับการทดสอบสายตาก่อน เพื่อรับใบขับขี่

ฝ่าสัญญาณไฟจราจร รับโทษอะไรบ้าง?

ตามกฎหมายพ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ได้กำหนดโทษสูงสุด ในกรณีขับรถฝ่าไฟแดง โดยจะปรับไม่เกิน 1,000 บาท และหากฝ่าไฟแดงแล้วเกิดอุบัติเหตุ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิต หรือได้รับความเสียหายทางทรัพย์สินใด ๆ ผู้กระทำความผิด จะถูกข้อหาขับรถโดยประมาท หรือขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีโทษทั้งปรับและจำ และต้องชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นอีกด้วย

และนี่คือสาระดี ๆ เกี่ยวกับสัญญาณไฟจราจร เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม ถึงแม้ที่มาของไฟจราจรจะไม่ได้ยิ่งใหญ่หรือชวนให้จดจำอะไร แต่การใช้งานสัญญาณไฟจราจรนั้นสำคัญมาก ทุกครั้งที่ใช้รถใช้ถนน ควรที่จะเคารพกฎจราจร และให้ความสำคัญกับสัญญาณไฟให้ดี เพื่อการขับขี่ที่ปลอดภัยต่อร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินของตัวคุณและผู้ร่วมใช้ถนนทุกคน

ดูเพิ่มเติม
>> เส้นจราจรบนถนนมีไว้ทำไม? เส้นประ เส้นทึบ เส้นตาราง ไขข้อข้องใจรวมคำตอบไว้ในบทความเดียว

>> ทำไมไทย ขับรถเลนซ้าย เผยที่มาของการจราจรซ้ายมือและขวามือ

เข้าดู ราคารถยนต์มือสอง ได้ที่นี่

ANNOiNA