เรื่องน่ารู้สำหรับคนใช้รถกับความหมายที่แฝงอยู่ในทะเบียนรถแต่ละคัน

ประสบการณ์ใช้รถ | 29 ก.ค 2562
แชร์ 2

เชื่อว่าบางครั้งคนใช้รถใช้ถนนมักจะตั้งคำถามว่าทำไมป้ายทะเบียนรถแต่ละคันถึงแตกต่างกันแล้วมีความหมายแฝงอยู่หรือไม่พร้อมไขข้อสงสัยไปพร้อมกันกับความหมายที่แฝงอยู่ในทะเบียนรถที่น่ารู้

สำหรับการใช้งานรถยนต์ในปัจจุบันนั้นเชื่อว่าคงมีหลายคนที่ตั้งคำถามไว้ในใจว่ารถแต่ละคันที่วิ่งบนท้องถนนทำไมถึงแตกต่างกันทำไมถึงไม่ใช้แบบเดียวกันเพราะจะได้ไม่สร้างความสับสนให้กับคนอื่นๆแน่นอนว่า ด้วยความสงสัยของเหล่าผู้ใช้รถใช้ถนนนี่เอง ที่ทำให้เราได้รวบรวมความหมายของป้ายทะเบียนรถแต่ละประเภทที่ควรรู้และศึกษาเอาไว้ เพราะป้ายทะเบียนรถแต่ละแบบมีความสำคัญมากกว่าที่คุณคิด รวมถึงทริคง่าย ๆ สำหรับการเลือกป้ายทะเบียนให้ถูกใจคุณ  

ความหมายของป้ายทะเบียนรถยนต์ที่ควรรู้

ความหมายของป้ายทะเบียนรถยนต์ที่ควรรู้

ความหมายของป้ายทะเบียนแต่ละประเภท

แบบที่ 1 : ป้ายทะเบียนสีขาวสะท้อนแสง ตัวอักษรดำ

ป้ายทะเบียนประเภทนี้ เป็นการบอกว่ารถคันนั้นเป็นรถจักรยานยนต์ทั่วไป และเป็นยนต์ส่วนบุคคล มีจำนวนที่นั่งไม่เกิน 7 ที่นั่ง แต่หากเป็นรถที่มีจำนวนที่นั่งเกิน จะถูกเปลี่ยนให้เป็นตัวหนังสือสีน้ำเงินแทน

แบบที่ 2 : ป้ายทะเบียนตัวอักษรสีเขียว

สำหรับป้ายทะเบียนที่มีพื้นสีขาว และมีตัวอักษรเป็นสีเขียว เป็นการแสดงให้เห็นว่ารถคันนั้นเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม
>> เผยทริคเลือกรถยนต์ทั้ง 12 ราศี ให้เฮงและปังแบบฉุดไม่อยู่

>> คลายปมปัญหาใหญ่ ก่อนตัดสินใจซื้อประกันภัยรถยนต์ให้ถูกใจ

แบบที่ 3 : ป้ายทะเบียนสีเหลืองสะท้อนแสง

สำหรับป้ายทะเบียนสีเหลืองนั้น นับเป็นป้ายทะเบียนที่ป้ายที่พบเห็นได้ง่ายโดยทั่วไป โดยส่วนมากจะเป็นรถรับจ้าง ซึ่งความแตกต่างนั้นจะเป็นไปตามตัวอักษรที่ปรากฏบนป้าย ดังนี้

  • ตัวอักษรสีดำ ใช้ในรถยนต์รับจ้างที่บรรทุกผู้โดยสารไม่เกิน 7 คน นอกจากนี้ ยังใช้กับรถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือที่เรียกกันว่าวินมอเตอร์ไซค์นั่นเอง
  • ตัวอักษรสีแดง ใช้ในรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด
  • ตัวอักษรสีน้ำเงิน ใช้ในรถสี่ล้อเล็กรับจ้าง
  • ตัวอักษรสีเขียว ใช้ในรถสามล้อรับจ้าง

แบบที่ 4 : ป้ายทะเบียนสีขาว ตัวอักษรสีดำ

สำหรับป้ายทะเบียนสีขาว แล้วใช้ตัวอักษรสีน้ำนั้น เรียกว่าเป็นป้ายทะเบียนที่มีความคล้ายคลึงกับป้ายแบบที่ 1 แต่จะแตกต่างกันตรงที่แบบที่ 4 จะไม่สะท้อนแสง โดยจะใช้สำหรับบ่งบอกว่าเป็นรถจักรยานยนต์ส่วนตัว

แบบที่ 5 : ป้ายทะเบียนสีเขียวสะท้อนแสง ตัวอักษรสีขาว

สำหรับใครที่ท่องเที่ยวบ่อยก็คงจะคุ้นชินกับป้ายทะเบียนนี้ไม่ใช่น้อย เพราะป้ายทะเบียนแบบนี้จะใช้สำหรับรถยนต์ที่เอาไว้ให้เช่า หรือใช้กับรถที่บริการทัศนาจรหรือเพื่อธุรกิจอื่น ๆ ก็ได้เช่นเดียวกัน

แบบที่ 6 : ป้ายทะเบียนสีส้มสะท้อนแสง ตัวอักษรสีดำ

โดยหากเป็นป้ายทะเบียนสีส้มสะท้อนแสง ตัวอักษรสีดำแล้ว แสดงว่ารถคันนั้นเป็นรถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ หรือแม้กระทั่งรถที่ใช้ในภาคเกษตรกรรม จะพบเห็นได้ตามถนนเส้นหลักที่อยู่นอกเมือง เช่น ทางกลับต่างจังหวัด

ตัวอย่างป้ายทะเบียนรถยนต์แต่ละแบบ

ตัวอย่างป้ายทะเบียนรถยนต์แต่ละแบบ

แบบที่ 7 : ป้ายทะเบียนพื้นแผ่นสีขาว (ไม่สะท้อนแสง) ตัวอักษรสีดำ

นับว่าเป็นประเภทที่คล้ายคลึงกับแบบที่1และ4เป็นอย่างมากแต่จะมีจุดสังเกตคือการใช้ตัวอักษรทขึ้นต้นตามด้วยรหัสซึ่งเป็นการบ่งบอกว่ารถคันนี้เป็นรถของคณะผู้แทนทางการทูตโดยรหัสที่ปรากฏบนแผ่นป้านทะเบียนนั้น จะเป็นการบ่งบอกถึงประเทศนั่นเอง

แบบที่ 8 : ป้ายทะเบียนสีฟ้าไม่สะท้อนแสง ตัวอักษรสีขาว

โดยป้ายทะเบียนนี้ จะมีจุดสังเกตคือ การใช้ตัวอักษรเพื่อบอกว่าเป็นรถยนต์ของฝ่ายใด ดังนี้

  • ตัวอักษร พ หมายถึงรถยนต์ส่วนบุคคลของในหน่วยงานสถานทูต
  • ตัวอักษร ก หมายถึงรถยนต์ของคณะผู้แทนทางกงสุล
  • ตัวอักษร อ หมายถึงรถยนต์ขององค์การระหว่างประเทศ หรือทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ

แบบที่ 9 : ป้ายทะเบียนที่เป็นกราฟิกรูปภาพ

โดยป้ายทะเบียนนี้เป็นป้ายทะเบียนที่คนใช้รถยนต์ส่วนบุคลแบบไม่เกิน 7 ที่นั่งนิยม เพราะหมายถึงป้ายทะเบียนที่ประมูลมา แถมความโดดเด่นก็คือ ตัวเลขและตัวอักษรที่ค่อนข้างมีเอกลักษณ์ หรือที่เรียกกันว่าเลขสวย หรือเลขมงคล

ทริคการเลือกทะเบียนรถให้ถูกใจ และถูกโฉลก

สำหรับการเลือกป้ายทะเบียนรถยนต์ในเมืองไทยนั้น โดยปกติแล้วจะเลือกได้ก็ต่อเมื่อป้ายทะเบียนรถคันนั้นเป็นป้ายที่มาจากการประมูล (ป้ายทะเบียนที่เป็นกราฟิกรูปภาพ) แน่นอนว่า เราจะมาเผยทริคง่าย ๆ สำหรับการเลือกป้ายทะเบียนรถยนต์ให้ถูกใจ พร้อมวิธีการคิด ดังนี้ 

ทริคที่ 1 : หลักการเลือกทะเบียนรถจากแนวคิดทางโหราศาสตร์

สำหรับการเลือกทะเบียนรถมงคลนั้น แน่นอนว่า เราจะทราบป้ายทะเบียนที่มีการประมูลรถก่อนทุกครั้ง เพราะฉะนั้น ลองมาดูวิธีการคิดในขั้นต้นก่อน ได้แก่ 

  1. ทริคการรวมตัวเลขของป้ายทะเบียนรถยนต์ 
  2. ไม่ต้องใช้อักษรของป้ายทะเบียนรถยนต์ในการคำนวณ
  3. วันเกิดไม่เกี่ยวกับศาสตร์ของทะเบียนรถยนต์ เว้นแต่นำดวงไปทำนายกับดาวที่โคจรตามแนวคิดทางโหราศาสตร์  
  4. ยึดแนวคิดของ “คู่เลข” เป็นหลัก อย่าพึ่งตัดสินใจจาก “ผลรวม” ของตัวเลขจากป้ายทะเบียนรถยนต์ 

ทริคที่ 2 : เลือกทะเบียนจากความหมายของคู่เลข 

สำหรับแนวคิดของเรื่อง “คู่เลข” นั้น นับเป็นการเลือกป้ายทะเบียนรถยนต์ที่นิยม เมื่อนำมาผสมกับการคำนวณผลรวมจากป้ายทะเบียนรถยนต์แล้ว รับรองว่าถูกโฉลกมากยิ่งขึ้น โดยความหมายของคู่เลขนั้น จะมีอยู่ทั้งหมด 2 แนวคิด คือแนวคิดด้านพลังลบ หรือก็คือตัวเลขในแผ่นป้ายทะเบียนที่อยู่ติดกันแล้วไม่ดี และแนวคิดด้านพลังบวก หรือก็คือตัวเลขในแผ่นป้ายทะเบียนที่อยู่ติดกันแล้วดี สมพงษ์ ช่วยเสริมดวงชะตา ดังนี้ 

  1. ตัวเลขสำหรับพลังบวก จะช่วยเรื่องของความเมตตา การค้าขาย บารมี ความปลอดภัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง คู่เลขที่เหมาะสมและเป็นกลุ่มในด้านของพลังบวก ได้แก่ 15, 22, 23, 26, 28, 32, 35, 36, 42, 45, 49, 51, 53, 54, 55, 59, 62, 29, 92, 36, 63, 66, 82, 89, 94, 95, 98, 99 
  2. ตัวเลขด้านพลังลบ ซึ่งจะเป็นตัวเลขที่ไม่มีผลดีต่อผู้ใช้รถและผู้โดยสาร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความหงุดหงิด ไฟฟ้าขัดข้อง รถเป็นรอยง่าย มีปัญหาต้องส่งซ่อมบ่อยครั้ง รวมไปถึงการเกิดอุบัติเหตุ เรียกว่าเป็นคู่เลขที่แทบจะเป็นกาลกิณีเลยทีเดียว ซึ่งคู่เลขที่เป็นกลุ่มพลังงานลบนั้น ได้แก่ 01, 02, 03, 06, 07, 10, 11, 12, 13, 17, 19, 20, 21, 30, 31, 33, 35, 36, 37, 38, 53, 60, 63, 67, 70, 71, 73, 76, 77, 83, 91, 93

สำหรับคู่เลขดังกล่าวนั้น จะเห็นได้ว่า จะมีบางคู่เลขที่มีทั้งความหมายด้านพลังด้านบวกและลบ เช่น 35, 53, 63 ซึ่งคู่เลขดังกล่าวนั้น จะมีความหมายไม่เอนเองไปทิศทางใดทางหนึ่งมากนัก เช่น เลข 35 หากเป็นพลังด้านบวก ก็จะเกี่ยวข้องกับการเพิ่มบารมี และเป็นเลขที่คนใช้รถมักขับขี่ด้วยความเร็วให้ช่วยแคล้วคลาด ในขณะที่พลังด้านลบ จะหมายถึงรถเป็นรอยง่าย หากมองแล้วจะเห็นได้ว่า เลข 35 จะช่วยให้เหล่านักซิ่งแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ แต่ก็จะถูกทดแทนด้วยการมีรอยของรถ เป็นต้น แน่นอนว่า ในกลุ่มเลขอันตรายที่นับว่าเป็นเลขต้องห้ามคือ ห้ามมีเลข 1, 3, 7 และ 0 อยู่ในทะเบียนเดียวกันอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นเลขที่มีพลังด้านลบชนิดที่เป็นกาลกิณีอย่างถึงที่สุด 

ทริคที่ 3 : เลือกป้ายทะเบียนรถยนต์ด้วยผลรวมของตัวเลข

สำหรับวิธีการคำนวณผลรวมในป้ายทะเบียนรถยนต์นั้น ให้นำตัวเลข 4 ตัวหลัง ของป้ายทะเบียนรถยนต์มาบวกกัน โดยเราจะยกตัวอย่างเป็นป้ายทะเบียนรถ 6พย 7799 โดยมีวิธีการคำนวณ ดังนี้ 

  1. นำเลข 4 ตัวหลังมาบวกกัน คือ 7+7+9+9 เท่ากับ 32
  2. นำผลรวมที่ได้มาแยกออกเป็น 2 ตัวเลข จากผลรวม 32 จะได้เป็น 3 และ 2
  3. นำตัวเลขที่แยกออกมาบวกกัน คือ 3+2 เท่ากับ 5 
  4. นำค่าที่ได้ไปแปรเป็นความหมาย ซึ่งผลรวมเท่ากับ 5 จะหมายถึง มีความใจเย็น เดินทางปลอดภัย ผู้ขับมีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ คนอื่นนับถือนั่นเอง

สำหรับความหมายของผลรวมทั้งหมดนั้น มีความหมายตั้งแต่หมายเลข 1-9 ดังนี้ 

  1. ผลรวมเท่ากับ 1 เป็นรถสำหรับครอบครัว มีความสุข เฮฮา และรักการท่องเที่ยว 
  2. ผลรวมเท่ากับ 2 มีพลังของความสบาย ความอ่อนโยน การเงินดี ขับรถแบบสบาย ๆ 
  3. ผลรวมเท่ากับ 3 มีพลังปะทะง่าย เฉี่ยวชนง่าย อย่าขับรถแบบใจร้อน 
  4. ผลรวมเท่ากับ 4 มีพลังหนุนด้านงานราชการให้ดี เติบโตได้เร็ว 
  5. ผลรวมเท่ากับ 5 มีความใจเย็น เดินทางปลอดภัย ผู้ขับมีความน่าเชื่อถือ มีความรู้ คนอื่นนับถือ
  6. ผลรวมเท่ากับ 6 มีคนอุปถัมภ์ค้ำชู 
  7. ผลรวมเท่ากับ 7 มีความเสี่ยงเสียเงินมากเกินไป อุปสรรคค่อนข้างเยอะ 
  8. ผลรวมเท่ากับ 8 เป็นคนที่น่าคบค้า การเงินคล่องตัว สมหวังในการค้าขาย 
  9. ผลรวมเท่ากับ 9 มีความขยัน คล่องแคล่ว รวดเร็ว มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง 

อย่างไรก็ตามป้ายทะเบียนแต่ละประเภทนั้น เป็นการบ่งบอกถึงการใช้งานของรถแต่ละประเภท เพราะฉะนั้น ถ้าคุณใช้รถแบบไหนก็ควรใช้ทะเบียนให้ถูกประเภท เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยในสังคม ที่สำคัญ ลองสำรวจป้ายทะเบียนรถยนต์ดูว่าถูกโฉลกกับตนเองหรือไม่ และหากจะไปประมูลรถ ก็ลองแกล้ง ๆ สำรวจและดูผลรวมเพื่อประกอบการตัดสินใจก่อนไปประมูลป้ายรถจริง 

อ่านเพิ่มเติม
>> เสริมฮวงจุ้ยรถยนต์กับ 5 สิ่งที่ไม่ควรมีอย่างเด็ดขาด
>> ที่มาของแบรนด์รถดังที่คุณอาจไม่เคยได้รู้มาก่อน
 

ต้องการซื้อรถมือสองสภาพดี เชิญเข้าดูที่ช่องทางตลาดรถ Unseencar.com

BearsSmiley