มาทำความรู้จักกับระบบไฟฟ้ารถยนต์กัน! เพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้นของรถยนต์คู่ใจคุณ

ประสบการณ์ใช้รถ | 25 ก.พ 2562
แชร์ 6

การจะมีรถยนต์สักคันนึง กว่าจะซื้อก็คิดแล้วคิดอีก เพราะราคาของมันไม่ใช่บาทสองบาท กว่าจะตัดสินใจซื้อได้ ก็มีค่าใช้จ่ายมากมาย ดังนั้นเมื่อได้เป็นเจ้าของแล้วก็ย่อมที่จะหวงแหนคอยดูแลรักษาให้รถอยู่คู่ใจกับเราไปนาน ๆ ซึ่งการดูแลรักษารถยนต์นั้นมีหลาย ๆ ส่วนที่เราต้องใส่ใจ ทั้งเรื่องภายในและภายนอกรวมไปถึงเรื่องของระบบภายในต่าง ๆ ในรถ

ระบบหนึ่งที่สำคัญที่คนมีรถควรใส่ใจนั่นก็คือระบบไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นระบบสำคัญที่ต่อการทำงานของรถยนต์ วันนี้ Chobrod.com นำความรู้เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าภายในรถและวิธีการตรวจเช็คเพื่อรักษาสภาพรถของเราให้มีการใช้งานที่ยาวนั้นขึ้นค่ะ เรื่องสำคัญแบบนี้ ไม่รู้ไม่ได้นะคะ

ระบบไฟฟ้าในรถยนต์

มาทำความรู้จักระบบไฟฟ้าในรถยนต์กันเถอะ

1.ไดชาร์จ หัวใจสำคัญของรถยนต์

เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ผลิตไฟฟ้า โดยอาศัยกำลังเครื่องยนต์ทำการส่งกำลังมาทางสายพานเพื่อให้ไดชาร์จหมุนปั่นกระแสไฟออกมาใช้ทำให้รถยนต์สามารถขับเคลื่อนได้ รถยนต์ที่มีอายุการใช้งานที่นานแล้ว มักจะพบปัญหาไดชาร์จเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน เมื่อหมดอายุก็ต้องเปลี่ยนอันใหม่เพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงานต่อไปได้

ไดชาร์จ

ไดชาร์จส่วนคัญของระบบไฟฟ้าในรถยนต์

ปัญหาที่เกิดจากไดชาร์จเสื่อมสภาพ เมื่อไดชาร์จเกิดมีปัญหา จะมีสัญญาณเตือนด้วยสัญลักษณ์แบตเตอรี่ขึ้นที่หน้าปัดรถ เมื่อใดก็ตามที่เห้นสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ขณะที่กำลังขับรถอยู่ ให้รีบปิดหรือลดการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟี่ไม่จำเป็นทันที เช่น วิทยุ เครื่องเสียง ไฟส่อง เพื่อจะให้มีกำลังไฟไปหล่อเลี้ยงระบบที่สำคัญให้รถยนต์ทำงานต่อไปได้

สังเกตอาการเสื่อม เมื่อไดชาร์จมีปัญหา ระบบไฟทั้งหมดจะเริ่มอ่อนลง เช่น แอร์เริ่มไม่เย็น ไฟหน้ามีการพริบหรี่ หรือพบว่าความร้อนเพิ่มขึ้นเนื่องจากพัดลมหมุนไม่แรงพอ ระหว่างที่ไดชาร์จส่งสัญญาณอ่อนกำลัง จะยังสามารถวิ่งต่อได้อีกสักพักจนไฟหมดแล้วรถยนต์จะดับไป ช่วงที่เริ่มจับอาการได้ให้รีบประคองรถเข้าอู่เพื่อทำการซ่อมหรือเปลี่ยนโดยทันที

มาทำความรู้จักกับระบบไฟฟ้ารถยนต์กัน! เพื่อการใช้งานที่ยาวนานขึ้นของรถยนต์คู่ใจคุณ

ตรวจสอบด้วยตัวเองได้ง่าย ๆ ว่าไดชาร์จเสียหรือไม่ ด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์และเปิดฝากระโปรงหน้ารถ จากนั้นจัดการถอดขั้วแบตเตอรี่ขั้วลบออก หากเครื่องยนต์หยุดการทำงานแสดงว่าไดชาร์จเสีย ให้รีบนำรถไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการเพื่อทำการซ่อมแซมในทันที
 

2.แบตเตอรี่ แหล่งพลังงานสำรอง

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ผู้ที่แบกรับหน้าที่สำคัญในการทำงานของระบบรถยนต์

ทำหน้าที่เก็บไฟสำรองเมื่อไดชาร์จปั่นกระแสไฟมา  เมื่อไฟเหลือใช้จากการปั่นไฟจะมาเก็บเอาไว้ที่แบตเตอรี่จนเต็ม เมื่อไดชาร์จผลิตกระแสไฟไม่ทันแบตเตอรี่จะออกมาจ่ายกระแสไฟทดแทนให้ รวมไปถึงตอนสตาร์ทเครื่องยนต์ที่จะมีการใช้ไฟกำลัง ระบบไฟฟ้าจึงต้องอาศัยกระแสไฟจากแบตเตอร์รี่มาหมุนไดสตาร์ทก่อน เพราะไดร์ชาร์จไม่สามารถปั่นไฟได้เพียงพอได้ในขฯนั้น เมื่อเครื่องยนต์ติด ระบบไฟฟ้าก็จะกลับเข้าสู่วงจรเดิม

โดยทั่วไปแบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งาน 2 ปี หรือรถบางรุ่นอาจจะใช้งานได้นานกว่านั้น โดยดูได้จากตัวเลขที่ระบุลงตัวแบตเตอรี่ได้เลย ส่วนใหญ่จะมาการระบุเอาไว้จากทางร้านค้า การใช้งานแบตเตอร์รี่จริง ๆ หากระยะเวลาเกิน 1 ปีครึ่งนับว่าคุ้มค่าแล้ว สำหรับแบตเตอรี่ทั่วไป ดูได้จากตัวเลขที่ตอกลง บนตัวแบตเตอรี่ได้เลย ซึ่งส่วนใหญ่ทางร้านค้าจะมีการตอกเอง ซึ่งการใช้งานหากเกิน 1.5 ปี ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วสำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ทั่ว ๆ ไป

ดูเพิ่มเติม
>> 
ทำความเข้าใจกับเรื่อง “รถแลกเงิน” ให้ดีๆ!!!
​>> ฤกษ์งามยามดีออกรถในเดือนมีนาคม 2562

ชาร์จแบตเตอรี่

ควรเลือกชาร์จแบตเตอรี่อทิ้งไว้ประมาณ 5-10 ชั่วโมง ก่อนเริ่มใช้งาน

ปัญหาที่เกิดจากแบตเตอรี่ไฟหมด เมื่อไฟที่เก็บไว้ในแบตเตอรี่หมดลงหรือเกิดการเสื่อมสภาพ จะทำให้รถยนต์สตาร์ทไม่ได้เพราะกำลังไฟไม่พอ เมื่อสตาร์ทรถไม่ได้ ระบบไฟฟ้าจึงไม่ทำงาน นั่นหมายความว่าเราจะไม่สามารถใช้งานรถยนต์ได้เลย

การดูแลรักษา หมั่นเปิดฝากระโปรงรถคอยตรวจเช็ค คอยเติมน้ำกลั่นอยู่บ่อย ๆ เพราะการปล่อยให้น้ำกลั่นแห้งอยู่เป็นประจำจะส่งผลให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่สั้นลง ดังนั้นการคอยเติมน้ำกลั่นจะช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวค่ะ อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญคือการเลือกใช้แบตเตอรี่ เลือกใช้แบตเตอรี่ที่มีมาตรฐานจะช่วยให้ระบบไฟฟ้าเถสียรและมีประสิทธิภาพตามไปด้วย รวมไปถึงเรื่องของการชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่นั้น ควรเลือกชาร์จอย่างช้าและทิ้งไว้ประมาณ 5-10 ชั่วโมง โดยเฉพาะในเวลาเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่ เพื่อให้แบตเตอรี่เสื่อมสภาพช้าลงและมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

การผลิตรถยนต์ในโรงงานทั่วไป

การผลิตรถยนต์ในโรงงานทั่วไป

3.โวลต์

คือค่าความต่างศักย์ของไฟฟ้าในรถยนต์ ซึ่งมีค่าอยู่ที่ 12V นั่นหมายความว่า อุปกรณ์ระบบไฟฟ้ารถยนต์ในรถทั้งคัน จะต้องใช้ค่าความต่างศักย์ เท่ากับ 12V เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ระบบไฟฟ้าของเมืองไทย โดยปกติอยู่ที่ 220V ส่วนในต่างประเทศก็จะแตกต่างกันออกไป ที่ญี่ปุ่น จะใช้ไฟ 110V หากเรานำอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีโวลต์น้อยกว่าไปใช้กับกระแสไฟโวลต์สูงกว่า ก็สามารถจะใช้เครื่องมือนั้นได้ แต่จะทำให้อุปกรณ์นั้นพังเร็ว 
สำหรับโวลต์ ในระบบไฟฟ้ารถยนต์ ปกติในการขับขี่ทั่วไป เข็มโวลต์จะต้องชี้อยู่ที่ 12-13V หากพบว่าตกลงเหลือ 11-10V นั่นหมายความว่าไฟเริ่มตกแล้ว แต่ยังพอใช้ได้ หากเร่งเครื่องแล้วโวลต์ขึ้น นั่นหมายความว่าไดชาร์จเริ่มเสื่อม ถ้าต่ำกว่า 10V นั่นคือ ไฟชาร์จไม่พอ ควรรีบเข้าอู่พบช่างเพื่อตรวจหรือซ่อม แต่หากพบว่าเข็มชี้เกินกว่า 14V หมายความว่าไฟชาร์จเกิน ระบบไฟฟ้ารถยนต์มีปัญหาหนักหนาตามมาแน่นอน เช่น น้ำกลั่นเดือด อุปกรณ์ไฟฟ้าร้อนจัดจนเกิดอาการช็อตหรือไหม้ ให้รีบพารถคู่ใจเข้าอู่ด่วนค่ะ

ดูเพิ่มเติม
>> 
ไม่ง้อช่าง !! กับขั้นตอนการดูแลรักษาเครื่องยนต์เบื้องต้นง่ายๆ ด้วยตนเอง..ที่ใครๆ ก็ทำได้
>> วีธีดูแลเครื่องยนต์ดีเซลยุคใหม่ง่ายๆ ให้ใช้ได้นาน ที่คุณก็สามารถทำได้ !
 

4.รีเลย์

อุปกรณ์ในระบบไฟฟ้ารถยนต์ทำหน้าที่เหมือนสวิตซ์ โดยควบคุมการทำงานด้วยสวิตซ์หรือตัวเซ็นเซอร์ จะทำงานเมื่อมีกระแสไฟไหลผ่านขดลวดลงกราวร์จะเกิดพลังแม่เหล็กดูดให้หน้าสัมผัสติดกัน โดยทำหน้าที่เพิ่มพื้นที่สายไฟให้กระแสไฟเดินได้สะดวกและผ่านไดจำนวนมากขึ้น ทำให้ระบบไฟฟ้าของรถยนต์ทำงานได้อย่างครบถ้วน หากมีการเพิ่มต่ออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ให้เข้ากับตัวรถ แต่ไม่มีรีเลย์ต่อพ่วงจะเกิดอาการ Over load จากการที่พื้นที่สายไฟยังคลขนาดเท่าเดิมแต่กลับมีการดึงไฟฟ้ามาใช้งานมากกว่า ซึ่งจะทำให้สายไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้านั้นร้อนจัดจนช็อตได้

การทำงานของรีเลย์ ภายในตัวรีเลย์จะมีขดลวดที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าให้เป็นพลังงานแม่เหล็ก เพื่อใช้ในการดึงดูดหน้าสัมผัสของคอนแทคให้เปลี่ยนสภาวะเปิดปิด

 

การทำงานของรีเลย์

ภาพการทำงานของรีเลย์ที่ต่อเข้ากับหลอดไฟ 2 หลอด

 

การติดตั้งรีเลย์ ควรใช้รีเลย์ให้เหียงพอกับอุปกรณ์ไฟฟ้า และแยกรีเลย์ที่เชื่อมต่อให้เป็นกลุ่ม ๆ ไป เพื่อป้องกันระบบไฟฟ้าที่เสียหายพร้อมกัน หากต่อร่วมรีเลย์ร่วมกันเยอะ ๆ จะทำให้ทุกจุดเสียพร้อมกันและใช้งานไม่ได้ จากที่ควรเสียแค่จุดเดียว การเป็นพาจุดอื่นใช้งานไม่ได้ไปด้วย

 

ควรเลือกใช้ Relay ให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละประเภท

 การเลือกใช้รีเลย์ รีเลย์ที่ใช้งานในรถยนต์นั้นมีหลายแบบด้วยกัน มีทั้งแบบคอนแทคเดียว(รีเลย์หน้าเดียว) หรือสองคอนแทค(รีเลย์สองหน้า)  และแบ่งตามหน้าที่การใช้งาน  เช่น รีเลย์ไฟหน้า รีเลย์แตร รีเลย์สตาร์ท เป็นต้น เรื่องสำคัญเลยก็คือ เวลาเลือกใช้รีเลย์อย่าลืมโวลท์ของรีเลย์ที่จะใช้งานด้วย โดยในรถยนต์จะมีโวลท์เรื่องแรงดันสองขนาดคือ 12 โวลท์สำหรับรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ 1 ลูก และ 24 โวมท์สำหรับ 2 ลูก ควรใช้รีเลย์ที่คุณภาพดี เพื่อประสิทธิภาพการทำงานของระบบไฟฟ้า

นอกจากจะหมั่นดูแลเรื่องสภาพตัวรถให้ดูดี ดูใหม่ ดูสะอาดแล้ว ระบบไฟฟ้าก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรให้ความสำคัญมาก ๆ เช่นกัน เพราะระบบไฟฟ้าเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้เกิดการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ ให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ติดตามดูข่าวสารและเรื่องราวน่ารู้เพิ่มเติม คลิ๊ก
ต้องการซื้อรถมือสองสภาพดี เชิญเข้าดูที่ตลาดรถตรงนี้