น้ำมัน E85 กับเหตุผลว่าทำไม ผู้ใช้ไม่นิยม

ประสบการณ์ใช้รถ | 12 มี.ค 2561
แชร์ 387

น้ำมันเบนซิน “แก๊สโซฮอล E85” หนึ่งน้ำมันประเภทใหม่สุดที่เพิ่งถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายกับรถยนต์เมืองไทย ที่มาพร้อมกับให้ความหวังให้กับผู้ใช้รถด้วยราคาต่อลิตรที่ถูกกว่า แต่เมื่อเริ่มมีจำหน่ายมากขึ้น รถยนต์ที่รองรับน้ำมันประเภทนี้มีมากขึ้น E85 กลับไม่ได้ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไร เหตุผลเพราะอะไร Chobrod ขออาสาไปดูกันว่าทำไมผู้ใช้ถึงไม่ปลิ้มกับน้ำมัน E85 เท่าที่ควร

น้ำมัน E85 กับเหตุผลว่าทำไม ผู้ใช้ไม่นิยม

e85 ดีไหม? น้ำมัน E85 กับเหตุผลว่าทำไม ผู้ใช้ไม่นิยม

E85 คืออะไร

อักษรตัว E นำหน้านั้นมีความหมายถึงการผสมกันระหว่างน้ำมันเบนซิน และเอทานอล ซึ่งอีกชื่อที่เรียกกันติดปากคือ “แก๊สโซฮอลล์” ตัวเลขที่ต่อท้ายอันหมายถึงการอัตราส่วนการผสม อย่าง น้ำมัน E85 ก็มาจากอัตราส่วนผสมของเอทานอล 85% และน้ำมันเบนซิน 15% หรือ E20 ก็มีเอทานอล 20% น้ำมัน 80% เป็นต้น และที่นิยมสูงสุดของคนไทยคือน้ำมัน E10 ซึ่งเป็นประเภทของน้ำมัน แก๊สโซฮอลล์ 91 และ 95

หลายคนเข้าใจผิดว่าน้ำมัน E85 นั้นเมื่อมีราคาถูกกว่าทั่วไป และค่าออกเทนน่าจะตำ่กว่า คุณสมบัติการใช้งานจริงๆ ก็คงจะแย่กว่าน้ำมันที่มีอัตราส่วนออกเทนสูง แต่ในความเป็นจริงในเอทานอลบริสุทธิ์จะมีระดับออกเทนอยู่ที่ 107 – 113 ในสัดส่วนการผสมซึ่งได้มาของน้ำมัน E85 จึงทำให้มีระดับค่าออกเทนที่อยู่ในน้ำมันมีสูงกว่าน้ำมันเบนซิน E10 (แก๊สโซฮอลล์ 91 และ 95) ส่งผลให้น้ำมัน E85 สามารถเพิ่มแรงม้าให้กับเครื่องยนต์ได้อีก 5-10% เมื่อเทียบกับน้ำมันเบนซินธรรมดา และยังช่วยให้เครื่องยนต์เดินเรียบขึ้นอีกด้วย

ดูเพิ่มเติม

E85 ข้อเสีย ทำไมเติม E85 แล้วเครื่องยนต์กินน้ำมันมากขึ้น ?

เมื่อเอทานอลบริสุทธิ์ซึ่งเป็นตัวที่ให้พลังงานออก สร้างพลังงานออกมาได้น้อยกว่าน้ำมันเบนซินธรรมดาถึงประมาณ 23% เอทานอลมีปริมาณความร้อนอยู่ที่ 84,600 บีทียูต่อแกลลอน แต่น้ำมันเบนซินบริสุทธิ์ออกเทน 95 อยู่ที่ 125,000 บีทียูต่อแกลลอน และในเมื่อน้ำมัน E85 มีสัดส่วนของเอทานอลถึง 85% ในระบบเผาไหม้จึงจำเป็นที่จะต้องใช้ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้นเพื่อให้ความร้อนเพียงพอต่อการจุดระเบิด ส่งผลให้รถต้องใช้น้ำมันมากขึ้น จึงวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่าน้ำมันเบนซินประเภทอื่น

สีของน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ

สีของน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดต่างๆ

ยกตัวอย่างในการขับใช้งาน หากเติมน้ำมัน E85 ซึ่งราคาตกอยู่ที่ลิตรละ 20 บาทนิดๆ เมื่อเทียบกับระยะทางที่ได้แล้ว อัตราการกินน้ำมันจะอยู่ที่ 10 กิโลเมตรต่อลิตร แต่ในขณะเดียวกันถ้าเลือกเป็นการเติมน้ำมัน E20 ซึ่งราคาต่อลิตรแพงกว่า E85 ราคาอยู่ที่ลิตรละประมาณ 25 บาทเมื่อเทียบกับระยะทางที่วิ่งได้ไกลกว่า ได้อัตราการกินน้ำมันอยู่ที่ 13 กิโลเมตรต่อลิตร จะเห็นได้ว่าแม้ราคาต่อลิตรจะถูกกว่าของน้ำมัน E85 แต่ระยะทางที่วิ่งไปได้ก็น้อยกว่าเช่นกัน

ความนิยมไม่กระเตื้อง

แม้ราคาต่อลิตรจะถูกกว่าถึงหลักสิบบาทของน้ำมัน E85 แต่ด้วยเหตุผลข้างต้นอาจทำให้ผู้ใช้รถที่แม้ตัวรถสามารถรองรับการเติมน้ำมัน E85 ได้ เมินที่เลือกเติมน้ำมันชนิดนี้ จากสถิติปริมาณยอดจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงต่อวันอ้างอิงจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ปี 2560 พบว่ายอดขายน้ำมัน E85 เฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1 ล้านลิตรต่อวันเท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำมันชนิดอื่นๆ ทั้ง E20 ยอดขายวันละ 5.3 ล้านลิตรต่อวัน ส่วนทางด้าน แก๊สโซฮอลล์ 91 และ 95 ที่มียอดขายเฉลี่ยต่อวันสูงถึง 10 และ 12 ล้านลิตรต่อวัน

แต่ทั้งนี้จะอ้างเหตุผลเนื่องด้วยประเภทน้ำมัน E85 ยังมีจำหน่ายไม่แพร่หลาย ไม่มีจำหน่ายอยู่ทุกปั้มก็เป็นเหตุผลได้ที่ยอดจำหน่ายน้อยกว่าน้ำมันประเภทอื่น อีกทั้งเรื่องรุ่นรถที่สามารถรองรับน้ำมันประเภทนี้ก็ต้องเป็นรถที่รุ่นใหม่ขึ้นมาหน่อยอีกด้วย ซึ่งสัดส่วนรุ่นรถที่รองรับน้ำมัน E85 ได้นั้นยังถือว่าน้อยเช่นกันเมื่อเทียบกับรถที่เติมน้ำมันประเภทอื่นๆ ได้

แต่ก็สามารถโต้แย้งได้จากคำอ้างก่อนเพราะถ้า E85 ได้รับความนิยมมาก ผู้ให้บริการน้ำมันก็ต้องเพิ่มน้ำมันชนิดนี้ให้เพียงพอกับความต้องการ ให้มีอยู่ทุกปั้มแล้ว แต่ด้วยความที่ผู้ใช้ไม่นิยม ปั้มนี้ไม่มี E85 ก็เติมน้ำมันชนิดอื่นทดแทนได้ ในเมื่อระยะทางที่วิ่งได้ก็วิ่งได้ไกลกว่าอีกด้วย เมื่อจ่ายเงินเติมเท่ากัน ไม่มีแรงจูงใจที่ดีพอให้ผู้ใช้หันมาเติมน้ำมัน E85 เป็นกิจวัตร

E85 ไม่ได้มีขายอย่างแพร่หลาย ในทุกปั้ม ทำให้ผู้ใช้เลือกจะเติมน้ำมันชนิดอื่นแทนได้

E85 ไม่ได้มีขายอย่างแพร่หลาย ในทุกปั้ม ทำให้ผู้ใช้เลือกจะเติมน้ำมันชนิดอื่นแทนได้

ทั้งหมดทั้งมวลจะเห็นได้ชัดว่าผู้ใช้คงไม่ได้ต้องการอะไรที่มากไปกว่าความคุ้มค่า ตัวอย่างของน้ำมัน E85 ที่ผู้ใช้ไม่ให้ความนิยมน่าคือตัวอย่างที่ดีของความล้มเหลวแม้จะมีการสนับสนุนจากภาครัฐให้ใช้ แม้ราคาต่อลิตรที่ถูกกว่ามาก แต่เมื่อได้ใช้งานกันจริงๆ อย่างแพร่หลาย ผู้ใช้ก็รู้ได้ด้วยตัวเองว่า ราคาต่อลิตรที่ถูกกว่านั้นกลับไม่ได้มอบความคุ้มค่า หรือความประหยัดมากกว่าน้ำมันชนิดอื่นแต่อย่างใดเลย ส่งผลให้ยอดขายความนิยมของน้ำมันชนิด ล่อแล่ที่จะแพร่หลายมีอยู่ในทุกปั้มของเมืองไทย

ติดตาม ตลาดรถบ้าน ซื้อขายกันเอง ด้ที่นี่
ติดตามเรื่อง รีวิวรถยนต์ใหม่ ได้ที่นี่
ติดตามเรื่อง ราคารถยนต์ใหม่ๆได้ที่นี่

pranut