รถมือสอง ทำไมดอกเบี้ยแพงกว่าป้ายแดง

ประสบการณ์ซื้อขายรถยนต์ | 28 พ.ย 2563
แชร์ 11

เมื่อการซื้อรถมือสองเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นจากข้อดีหลายๆ ข้อ ที่ทางเรา Chobrod.com เคยนำเสนอไปมากมายหลายเหตุผล แต่ยังมีสาเหตุหนึ่งที่อาจจะทำให้คนที่กำลังมองหาซื้อรถมือสองอาจต้องชะลอการซื้อนั้นไปก่อน นั่นคือเรื่อง “ดอกเบี้ย” จากสินเชื่อรถมือสอง

-สินเชื่อรถมือสองเมื่อเทียบกับรถป้ายแดง ตัวเลขของดอกเบี้ยจะเห็นความแตกต่างชัดเจน รถใหม่ป้ายแดงดอกเบี้ยสินเชื่อจะอยู่ที่ประมาณ 3% กว่าๆ อยู่ที่จำนวนเงินดาวน์และงวดที่ผ่อนชำระ ยิ่งถ้ารถรุ่นไหนจัดโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขายแต่ละรุ่นอาจถูกลดมาเหลือ 0% ก็ยังมีแต่ในทางกลับกันรถมือสองดอกเบี้ยจะสูงกว่ามากอยู่ที่ 4%-15% ขึ้นอยู่กับที่ปีผลิต สภาพความสมบูรณ์ของตัวรถ และเงื่อนไขของแต่ละสถาบันการเงิน 

ดอกเบี้ยป้ายแดงถูกกว่า

รถป้ายแดง จำนวนดอกเบี้ยที่ทางสถาบันคิด จะขึ้นอยู่กับตัวแปลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเงินดาวน์ จำนวนงวดที่ผ่อนชำระ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อจำนวนดอกเบี้ยที่ทางสถาบันนำไปคำนวน
 

ตัวอย่างอัตราดอกเบี้ย
ตัวอย่างอัตราดอกเบี้ยจากโตโยต้า ลีสซิ่ง
 
ยกตัวอย่างของโตโยต้า คัมรี่ มีเงื่อนไขว่า จำเป็นต้องจ่ายเงินดาวน์ขั้นต่ำ 25% ลองตีง่ายๆ ถ้าคัมรี่ราคา 1 ล้านบาทคุณจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวนสองแสนห้าหมื่นบาทก่อนเพื่อเป็นเงินดาวน์ จากนั้นเลือกจำนวนงวดที่ผ่อนชำระถ้าจำนวนงวดน้อยอัตราดอกเบี้ยก็จะต่ำกว่าเช่น ถ้าสามารถผ่อนชำระที่ 4 ปีอัตราดอกกเบี้ยอยู่ที่ 2.75% หรือจะเลือกผ่อนยาวๆ เป็น 7 ปีอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.75% แม้จะดูต่างกันเพียงเล็กน้อยแค่ 1% แต่อย่าลืมว่าเป็น 1% ของเงินล้านในปีเดียวเท่านั้นซึ่งถ้านับเป็นจำนวนเงินก็ไม่น้อยเลยทีเดียว
 
รถป้ายแดงออกศูนย์
รถป้ายแดงออกศูนย์จะถูกรับประกันจากค่ายผู้ผลิต

 
แล้วทำไมรถมือสองดอกเบี้ยถึงแพงกว่า

รถมือสองทุกคันมี “ค่าเสื่อมราคา” ลดลงในทุกปีจากระยะเวลาการใช้งานและการสึกหรอของรถทุกคัน ก็ต้องมีการซ่อมแซม อะไหล่ของรถทุกชิ้นต้องมีการเปลี่ยน มีค่าแรง ค่าอะไหล่ รถมือสองที่มีอายุการใช้งานมานานก็ย่อมมีค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมากกว่ารถป้ายแดง พอค่าใช้จ่ายเหล่านั้นมีมากขึ้นๆ ก็ส่งผลต่อเจ้าของรถอาจทำให้มีปัญหาในการผ่อนชำระค่างวดรถ เมื่อเจ้าของเห็นว่ารถมือสองคันนั้น ขับไปซ่อมไปก็อาจจะทำให้เจ้าของรถตัดสินใจไม่ผ่อนชำระค่างวดต่อ ยอมทิ้งรถปล่อยให้ถูกยึด
 

 “ค่าเสื่อมราคา” จะมากับอายุการใช้งานของรถ
“ค่าเสื่อมราคา” จะมากับอายุการใช้งานของรถ

 
ด้วยเหตุนี้ทำให้สินเชื่อรถมือสองจึงมีความเสี่ยงมากกว่าต่อสถาบันการเงินที่ยอมปล่อยสินเชื่อให้ ส่งผลทำให้อัตราค่าดอกเบี้ยจึงกว่ารถป้ายแดง เป็นเหมือนค่าความเสี่ยงที่ผู้ยื่นขอสินเชื่อต้องยอมจ่าย ซึ่งแตกต่างกับรถป้ายแดงที่ไม่มีความเสี่ยงตรงนี้ เป็นรถคันใหม่ ไม่มีปัญหาการซ่อมจุกจิกและมีประกันจากศูนย์

แต่ตลาดสินเชื่อรถยนต์กลับโตขึ้น

แม้จะมีเรื่อง ค่าเสื่อมราคา จนอาจทำให้เจ้าของทิ้งรถที่ตัวเองผ่อนชำระมานานปล่อยโดนยึดแต่อาจจะเป็นส่วนน้อย ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีด้านข้อมูลแพร่หลาย ลองนึกตามสมมติว่ารถมือสองที่ซื้อมาก่อนซื้อขั้นตอนแรกเลยก็ต้องมีการตรวจสอบสภาพก่อนซื้ออยู่แล้ว ผู้ซื้อจะทราบว่ารถคันที่สนใจนั้นก่อนนำไปใช้งาน จะต้องมีการบำรุงรักษาเบื้องต้นอย่างไร หาข้อมูลอู่ไหนซ่อมดีอะไหล่ชิ้นไหนที่จะต้องเตรียมเปลี่ยน เจ้าของจะมีการวางแผนงบประมาณกับรถมากกว่าแต่ก่อน และอีกทั่งค่างวดที่ผ่อนชำระไปสักระยะ ก็คงไม่มีใครจะยอมทิ้งเงินให้รถถูกยึดไปง่ายๆ อุตส่าผ่อนชำระมาก็เป็นจำนวนเงินไม่น้อย ด้วยสาเหตุทั้งสองข้อนี้คงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตลาดสินเชื่อรถมือสองโตมากกว่าแต่ก่อนและมีการแข่งขันกันมากขึ้น

ตัวอย่างสินเชื่อรถยนต์ใช้แล้ว (รถมือสอง)
ตัวอย่างสินเชื่อรถยนต์ใช้แล้ว (รถมือสอง) ของธนาคารธนชาติ
 
ไปดูอัตราดอกเบี้ยรถยนต์ใช้แล้วกันบ้างว่าแต่ละธนาคารเป็นอย่างไร

กรุงศรีออโต้ ปี 2560
อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4%-15% ต่อปี
 
ธนาคารธนชาติ ปี 2560
อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 3.8%-10.5% ต่อปี
 
ลีสซิ่งกสิกร ปี 2560
อัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 4.3-9.0% ต่อปี
 
ซึ่งอัตราดอกเบี้ยนี้จะขึ้นอยู่กับจำนวนงวดเป็นหลักถ้าผู้ขอสินเชื่อมีเครดิตดีมากพอก็ไม่จำเป็นต้องมีเงินดาวน์สามารถขอสินเชื่อเต็มจำนวนของราคารถมือสองคันที่จะซื้อได้เลย แต่ก็อย่างที่เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยรถมือสองนั้นสูงกว่ารถป้ายแดงมาก การจะเลือกระยะเวลาการผ่อนชำระเป็นเวลานานๆ ก็ยิ่งเสียค่าดอกเบี้ยมากขึ้น
 
ยกตัวอย่างเช่น
สนใจรถมือสอง Honda Jazz รุ่นปี 2008 ลงขายอยู่ใน chobrod.com ราคาขายอยู่ที่ 350,000 บาท
ผู้ซื้อมีเงินดาวน์อยู่ 50,000 บาท ขาดเงินที่จะต้องนำไปซื้อ 300,000 บาท
 
ดังนั้นยอดจัดที่ต้องการคือ 300,000 บาท
ผ่อน 60 งวดคงเหลือยอดจัดอยู่ที่ 300,000 บาท คำนวณได้ดังนี้
 
  • คำนวนหาดอกเบี้ยต่อปีเท่ากับ 
       300,000 x 5.5% = 16,500 
  • ดอกเบี้ยตลอดทั้งอายุสัญญาจะอยู่ที่ 82,500 บาท
     16500 x 5 (ปี) = 82,500 
  • ยอดสินเชื่อรวมดอกเบี้ย
      82,500 + 300,000 = 382500 
  • คำนวนหาภาษี VAT 7% ตลอดอายุสัญญาทั้งหมด
      382,500 x 7% = 26,775 
 
  • ยอดสินเชื่อหลังรวมภาษี
      382,500+26,775= 409,275 
 
สรุปยอดผ่อนชำระต่อเดือนจะเป็น
ยอดผ่อนต่อเดือนจะอยู่ที่ 409,275 / 60 งวด(จำนวนเดือน) = 6,822 บาท 
 
ดอกเบี้ยทั้งหมดตลอดอายุสัญญาคือ 82,500 บาทคือเป็น 1 ส่วน 3 ของเงินต้นเลยทีเดียวนี่ยังไม่รวมค่าภาษีอีก เกือบสามหมื่น ถ้ารวมทั้งภาษีและดอกเบี้ยด้วยก็แสนกว่าบาท !!
 
สินเชื่อไฟแนนซ์
ก่อนจะขอสินเชื่อไฟแนนซ์ ควรคำนวนเอัตราดอกเบี้ยและกำลังส่งแต่ละงวดอย่างรอบคอบ

 
 ซื้อรถมือสองวิธีไหนดีที่สุด

ซื้อรถมือสองกับสินเชื่อที่มีค่าเสื่อมราคาเข้ามาเกี่ยว ทำให้คุณต้องเสียเงินค่าดอกเบี้ยกับภาษีรวมกันเป็นจำนวนไม่น้อย คำแนะนำที่ดีที่สุดถ้าจะซื้อรถมือสองคือ “ซื้อเงินสด” แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ที่จะต้องขอสินเชื่อรถมือสอง คำแนะนำรองลงมาคือเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยให้ได้อัตราดอกเบี้ยน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และพยายามอย่าใช้ระยะเวลาการผ่อนนานเกินความจำเป็น ค่างวดยิ่งน้อยเท่าไรยิ่งดีมากเท่านั้น เพราะจำนวนงวดที่มากขึ้นก็หมายถึงจำนวนเงินที่คุณต้องเสียเพิ่มไปให้กับไฟแนนซ์

- Chobrod.com ตลาดรถมือสอง มีรถมากมายให้เลือกในราคาที่ถูกใจ

5 เหตุผลที่รถมือสองน่าซื้อกว่า