6 รถมือสองประหยัดน้ำมันที่สุดในแต่ละคลาสที่คุณต้องเลือก!

24 ก.ค 2561
สำหรับคนซื้อรถยุคนี้ สิ่งสำคัญที่ถือเป็นของคู่กันกับรถป้ายแดง ที่ติดไว้ข้างกระจกทุกคันเพื่อบอกถึงอัตราการสิ้นเปลือง รายละเอียดของตัวรถ และจะเป็นรุ่นไหนที่คุณควรนำไปเพื่อพิจารณาคือ Eco Sticker และมีประโยชน์ด้วยเมื่อต้องนำไปพิจารณาสำหรับการซื้อที่เป็นแบบมือสอง และ Chobrod เราได้จัดลำดับรถ 6 รุ่นจาก 6 ประเภทรถที่คุ้มค่าที่สุดในอัตราการสิ้นเปลืองของแต่ละกลุ่มรถ จะมีรุ่นไหนบ้าง ไปชมกัน!

 

5 รถมือสองประหยัดน้ำมันที่สุดในแต่ละคลาสที่คุณต้องเลือก!

6 รถมือสองประหยัดน้ำมันที่สุดในแต่ละคลาสที่คุณต้องเลือก! 

ECO Sticker คืออะไร? 
ก่อนอื่นต้องมาดูกันก่อนว่า ECO Sticker มีความสำคัญอย่างไรในรถแต่ละคัน ซึ่งจากการพัฒนาร่วมกันระหว่าง สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำให้มีการมาถึง ของ ECO Sticker แก่รถทุกคันที่จำหน่ายในประเทศไทย ที่จะระบุทั้งข้อมูลด้านราคา และสมรรถนะด้านต่างๆ ออกมาเป็นตัวเลข เช่นอัตราการปล่อย CO2 และอัตราการใช้น้ำมันภายใต้ 3 สภาวะ ได้แก่ สภาวะรวม, สภาวะในเมือง และสภาวะนอกเมือง รวมมาแสดงไว้ในแถบอัตราการใช้น้ำมันที่มีลักษณะเป็นไม้บรรทัดยาว เพื่อช่วยแสดงให้เห็นว่ารถยนต์คันนั้นๆ ที่ถูกผลิตมาเพื่อมาจำหน่ายและวิ่งอยู่บนถนนเมืองไทยมีความประหยัดอยู่ในระดับใด

และเมื่อข้อมูลตั้งแต่ป้ายแดง เวลาผ่านกลายมาเป็นมือสอง ปีไม่เก่ามาก สภาพดีน่าใช้ จะมีรุ่นไหนบ้างที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในแต่ละคลาส วันนี้ Chobrod จะพาคุณไปดูพร้อมๆ กัน 

1. Eco Car : Mitsubishi Mirage (CVT)
กับเครื่องยนต์ขนาด 3 สูบเน้นใช้งานในเมืองเป็นหลัก สมกับความเป็นรถอีโค คาร์ โดย Mirage จะใช้เครื่องยนต์รหัส 3A92 แบบ DOHC MIVEC ที่ให้กำลังม้าสูงสุดอยู่ที่ 78 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ 100 Nm ระบบส่งกำลังเป็นแบบเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT ก็น่าจะเพียงพอแล้วสำหรับการใช้ขับเคลื่อนกับรถที่ตัวถังที่หนักไม่ถึงตันของรุ่นนี้ รองรับการใช้น้ำมันสูงสุดแบบ E20 และความประหยัดในอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงวัดจากสภาวะรวมของ Eco Sticker อยู่ที่ 23.8 กิโลเมตรต่อลิตร เลยทีเดียว

  • ราคามือหนึ่งป้ายแดงอยู่ที่ : 501,000 บาท
  • ราคามือสองเริ่มต้นอยู่ที่ : 150,000 บาท 

Eco Sticker Mitsubishi Mirage (CVT)

Eco Sticker Mitsubishi Mirage (CVT)
Eco Sticker Mitsubishi Mirage (CVT)

>> รีวิว Mitsubishi Mirage Limited Edition เริ่มต้น 5.64 แสนบาท

2. Compact Crossover : Toyota C-HR (Hybrid)
ด้วยความได้เปรียบจากระบบส่งกำลังล้ำๆ (สำหรับในไทย) ช่วยกันทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า จึงทำให้รถรุ่นนี้ที่ใช้ประหยัดกว่ารุ่นอื่นๆ ในคลาส เครื่องยนต์รหัส 2ZR-FXE DOHC 4 สูบ DOHC Atkinson Cycle 16 วาล์ว VVT-i ขนาด 1.8L ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 98 แรงม้า พร้อมแรงบิดอยู่ที่ 142 Nm ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า Permanent Magnet Synchronous Motor ให้กำลังม้าอยู่ที่ 72 แรงม้า กับแรงบิดที่ 163 Nm และเมื่อรวมแรงม้าจากเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าแล้วจะให้กำลังอยู่ที่ 122 แรงม้า ทำงานร่วมกับเกียร์อัตโนมัติ E-CVT รองรับการใช้น้ำมันสูงสุดประเภท E20 และการันตีอัตราการสิ้นเปลืองบน Eco Sticker ที่สภาวะรวมได้ถึง 24.4 กิโลเมตรต่อลิตร  

  • ราคามือหนึ่งป้ายแดงอยู่ที่ : 1,159,000 บาท
  • ราคามือสองเริ่มต้นอยู่ที่ : รุ่นนี้ในแบบมือสองยังไม่ค่อยมีให้เลือกในตลาดมากนัก เพราะเพิ่งเปิดตัวจำหน่ายและมอบรถแก่ลูกค้าไปเมื่อไม่นานมานี้ ถ้าใครสนใจ C-HR อาจจะซื้อได้แต่แบบมือหนึ่งไปก่อนเท่านั้น หรืออาจจะมองไปในรถประเภทครอสโอเวอร์เหมือนกัน แต่ต่างค่าย ใช้ระบบขับเคลื่อนเป็นเครื่องยนต์ดีเซลอย่าง Mazda CX-3 ซึ่งก็ประหยัดได้ดีไม่ต่าง ความประหยัดในสภาวะรวมบน Eco Sticker การันตีไว้ถึง 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร แถมราคามือสองก็มีแล้ว ในตลาดเริ่มต้นอยู่ที่ 800,000 บาท 

Eco Sticker Toyota C-HR (Hybrid)

Eco Sticker Toyota C-HR (Hybrid)
Eco Sticker Toyota C-HR (Hybrid)

>> รีวิว Toyota C-HR 2018 ใหม่ ไม่ได้มีดีแค่สวย

3. B-Segment : Mazda2 (เครื่องยนต์ดีเซล 1.5L)
Mazda2 ในรุ่นย่อย XD ที่คุณจะได้สัมผัสกับเครื่องยนต์ดีเซล 1.5L บล็อกเดียวกับที่ใช้อยู่ใน CX-3 เป็นครั้งแรกสำหรับคลาสนี้ รวมถึงเรื่องความประหยัดก็เช่นเดียวกันด้วย กับเครื่องยนต์ดีเซล Skyactiv-D ขนาด 1.5L แบบ 4 สูบเรียง 16 วาล์ว แรงม้าอยู่ที่ 105 ตัว พร้อมแรงบิดกว่า 250 Nm จับคู่การขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 Speed พร้อมการันตีความประหยัดจาก Eco Sticker ไว้ถึง 26.3 กิโลเมตรต่อลิตร ถามว่าเครื่องยนต์ดีเซลไซส์ 1.5L เหมือนกันของทั้ง Mazda2 กับ CX-3 ทำไมอัตราความประหยัดของ Mazda2 ทำได้ดีกว่า คำตอบคือเรื่องขนาดน้ำหนักตัวรถที่ทั้งสองรุ่นนั้นแตกต่าง และอาจส่งผลให้ความประหยัดที่รถแต่ละรุ่นทำได้ก็ย่อมแตกต่างได้ด้วยเช่นกัน 

  • ราคามือหนึ่งป้ายแดงอยู่ที่ : 789,000 บาท
  • ราคามือสองเริ่มต้นอยู่ที่ : 420,000 บาท 

Eco Sticker Mazda2 (เครื่องยนต์ดีเซล 1.5L)

Eco Sticker Mazda2 (เครื่องยนต์ดีเซล 1.5L)

Eco Sticker Mazda2 (เครื่องยนต์ดีเซล 1.5L)

>> รีวิว Mazda 2 ปี 2017

4. C-Segment : Honda Civic (1.5L Turbo)
กับขนาดเครื่องยนต์ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Civic เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ ที่ขนาดไม่ได้ใหญ่ขึ้นแต่กลับแรงขึ้น ด้วยเครื่องยนต์ที่ขนาดเล็กลงที่แรงยิ่งกว่าเดิม กับเครื่องยนต์ขนาด 1.5L ติดเทอร์โบแรงๆ ตามกระแส “รีไซส์ซิ่ง” เครื่องยนต์เล็กลงเพื่อความประหยัด และแรงกว่าเดิมด้วยเทคโนโลยี เครื่องยนต์รหัส L15B7 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว Turbo พร้อมระบบแปรผันองศาแท่งเพลาลูกเบี้ยวทั้งฝั่งไอดีและฝั่งไอเสีย (Dual-VTC) แรงม้าสูงสุดถึง 173 แรงม้า, แรงบิดสูงสุดอยู่ที่ 220 นิวตันเมตร รองรับน้ำมันสูงสุดในระดับ E20 พร้อมการันตีความประหยัดในสภาวะรวมจาก Eco Sticker ไว้อยู่ที่ 17.9 กิโลเมตรต่อลิตร 

  • ราคามือหนึ่งป้ายแดงอยู่ที่ : 1,199,000 บาท
  • ราคามือสองเริ่มต้นอยู่ที่ : 900,000 บาท

 Eco Sticker Honda Civic (1.5L Turbo)

 Eco Sticker Honda Civic (1.5L Turbo)

 Eco Sticker Honda Civic (1.5L Turbo)

>> รีวิว Honda Civic 2018

5. D-Segment : Honda Accord (TECH)
กับซีดานไซส์ใหญ่สุดในตลาดเมืองไทย ที่มาแล้วกับเวอร์ชั่นไมเนอร์เชนจ์ขับเคลื่อนแบบ Full Hybrid เครื่องยนต์ Atkinson Cycle ขนาด 2.0L หัวฉีด PGM-Fi DOHC i-VTEC ให้กำลังมาอยู่ที่ 145 แรงม้า กับแรงบิดที่ 175 Nm ผสานพลังขับเคลื่อนทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้าถึง 2 ตัวที่ให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า แรงบิด 315 นิวตันเมตร สิริรวมเมื่อทำงานร่วมกัน จะกลั่นเป็นกำลัง มาอยู่ที่ 215 แร้งม้า ส่งกำลังโดยเกียร์อัตโนมัติแบบ E-CVT รองรับน้ำมันสูงสุดที่ระดับ E20 พร้อมการันตีความประหยัดจาก Eco Sticker ไว้ถึง 23.8 กิโลเมตรต่อลิตร

  • ราคามือหนึ่งป้ายแดงอยู่ที่ : 1,849,000 บาท
  • ราคามือสองเริ่มต้นอยู่ที่ : 850,000 บาท

Eco Sticker Honda Accord (TECH)

Eco Sticker Honda Accord (TECH)
Eco Sticker Honda Accord (TECH)

>> รีวิว Honda Accord 2018

6. Pickup : Isuzu D-Max (1.9 Ddi)
อีกหนึ่งรุ่นที่ปรับเครื่องยนต์ให้เล็กลง แต่ทรงประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องการขับขี่ และความประหยัดน้ำมัน กับเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1.9L Ddi Blue Power รหัส RZ4E-TC ที่ให้กำลังสูงสุดอยู่ที่ 150 แรงม้าพร้อมแรงบิดที่ 350 Nm แม้จะไม่ได้ขึ้นชื่อเรื่องพละกำลัง เรี่ยวแรงดีที่สุด อย่างรุ่นอื่นๆ ที่แข่งกันในเรื่องแรงม้ากับขนาดเครื่องยนต์ แต่อันเป็นที่สุดของ D-Max คือเรื่องความประหยัด ที่กระบะรุ่นนี้คืออันดับหนึ่งในเรื่องความคุ้มค่า รับประกันจาก Eco Sticker ที่ติดไว้ 15.9 กิโลเมตรต่อลิตรสำหรับในรุ่น 4 ประตู และยิ่งถ้าเป็นรุ่นกระบะตอนเดียว ตัวรถน้ำหนัก
เบา วิ่งเปล่าๆ ไม่บรรทุกจะยิ่งประหยัดกว่าเข้าไปอีก Isuzu คือหนึ่งกระบะที่ใครเล็งถึงความคุ้มค่าในทุกหยดของเชื้อเพลิง ต้องเลือกเลยแล้วจะไม่ผิดหวังไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง 

  • ราคามือหนึ่งป้ายแดงอยู่ที่ : 836,000 บาท
  • ราคามือสองเริ่มต้นอยู่ที่ : 400,000 บาท 

 Eco Sticker Isuzu D-Max (1.9 Ddi)

 Eco Sticker Isuzu D-Max (1.9 Ddi)

 Eco Sticker Isuzu D-Max (1.9 Ddi)

และทั้งหมดนี้คือรุ่นรถอันเป็นที่สุดในความคุ้มค่าประหยัดน้ำมัน จากแต่ละกลุ่มรถ ซึ่ง Chobrod ก็ได้นำราคาทั้งในรูปแบบของป้ายแดงและมือสองมาให้เปรียบเทียบกันด้วย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการตัดสินใจซื้อรถสักคันของคุณที่คุ้มค่ากว่า และอย่าลืมว่าถ้าจะเลือกรถมือสอง ต้องเข้ามาเลือกได้ที่ Chobrod.com เท่านั้น รถมือสองมากมาย ทุกประเภท ทุกคลาส มีรอให้คุณเลือกอยู่ พร้อมราคาที่คุณกำหนดเองได้ คลิกเข้ามาเลยได้ที่ Chobrod.com 

*ข้อมูลตัวเลขของราคา ตรวจสอบเมื่อ 07/201

ดุเพิ่มเติม

>> Top 3 รถยนต์ไฮบริดที่ "น่าซื้อ" ที่สุดในปี 2018

>> ย้อนรอยบรรพบุรุษ SUV รถยนต์อเนกประสงค์ที่คนทั้งโลกเลือกใช้

>> สำรวจความเป็น Rolls-Royce Cullinan รถ SUV ที่แพงที่สุดในโลก

ติดตามข่าวสารรถยนต์ เชิญที่นี่  
ค้นหาข้อมูลรายละเอียดสามารถเข้าดูวีวิวรถ เชิญที่นี่

ข่าวที่ได้รับความสนใจ

ประเด็นร้อน

รีวิวรถ

ราคารถ