โลกเรายังล้ำไม่หยุด รถยนต์ที่ทำจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติคันแรกของโลก

ตลาดรถยนต์ต่างประเทศ | 14 ม.ค 2562
แชร์ 0

ค่ายรถยนต์ต่างๆพยายามหางทางลดต้นทุนแต่ให้ได้รถยนต์ในประสิทธิภาพตามมาตรฐานของบริษัท เพื่อให้ผู้ที่มีงบประมาณจำกัดสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์ได้ LSEV รถยนต์จากเครื่องพิมพ์สามมิติคันแรกของโลกก็เป็นหนึ่งในนั้น

ก่อนที่โลกของเราจะเข้าสู่ยุคที่เป็นดิจิตอล อะไรๆต่างรอบตัวล้วนแล้วแต่เป็นแบบอนาล็อก เขียนหนังสือก็ใช้พิมพ์ดีดไฟฟ้าที่เวลาลบก็แสนจะลำบาก เมื่อเทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น จากที่ใช้เครื่องพิมพ์ดีดก็กลายเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีแป็นพิมพ์เช่นเดียวกัน ต่างกันตรงที่ลบได้ง่ายและหากจะทำออกมาให้กลายเป็นกระดาษก็คือพิมพ์ออกมาผ่านเครื่องพิมพ์ เครื่องพิมพ์ในโลกใบนี้ที่พวกเรารู้จักกันอย่างแพร่หลายก็มีทั้งแบบที่เป็นเลเซอร์ปริ๊นนั่นคือใช้ผงหมึกรวทมกับแสงเลเซอร์และแบบอิงค์เจ็ทที่ใช้น้ำหมึกยิ่งออกมาเป็นหยดๆตามลำดับ สำหรับกรณีอิงค์เจ็ทที่บอกว่าเป็นหยดๆนั้นจริงๆแล้วเป็นหยดที่เล็กมากชนิดที่มองด้วยตาเปล่าเกือบจะไม่เห็นเพราะมันมีขนาดเล็กระดับพิโคลิตร (คือปริมาตรของน้ำหมึกเท่ากับเศษหนึ่งส่วนล้านล้านลิตรต่อหยด) นับว่าเป็นเทคโนโลยีที่มนุษย์เก่งจริงๆที่คิดค้นขึ้นมาได้ แต่ถ้าหากคิดว่ามนุษย์จะหยุดเรื่องการพิมพ์ไว้แค่นั้นเรากลับคิดผิดถนัดเพราะวันนี้มันไม่ใช่แค่การพิมพ์ลงกระดาษธรรมดาแล้วแต่สามารถพิมพ์ออกมาเป็น 3 มิติได้เลย และนั่นก็สามารถเอามาใช้วงการอุตสาหกรรมรถยนต์ได้เช่นกัน

สมัยก่อนยังไม่มีคอมพิวเตอร์ก็ใช้เครื่องพิมพ์ดีดในการทำงาน

สมัยก่อนยังไม่มีคอมพิวเตอร์ก็ใช้เครื่องพิมพ์ดีดในการทำงาน

ระบบเครื่องพิมพ์สามมิติ

ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ การพิมพ์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมจะเป็นเครื่องพิมพ์ที่สามารถขึ้นรูปสามมิติได้ หากใครไม่เข้าใจภาพของเครื่องพิมพ์สามมิติผมสามารถอธิบายให้ฟังง่ายๆได้ดังนี้ คุณลองนึกถึงขนมปังที่เราใช้รับประทานในแต่ละวัน เป็นแผ่นบางๆ แผ่นบางๆนั้นก่อนมันจะมาเป็นแผ่นแบบนี้มันก็เคยเป็นก้อนใหญ่มาก่อนและถูกเฉือนหรือหั่นให้เป็นแผ่นในเวลาต่อมา หากเราเอาแผ่นขนมปังมาซ้อนกันไปเรื่อยๆก็จะกลายเป็นขนมปังก้อนหรือขนมปังแถวนั่นเอง การพิมพ์สามมิตินั้นใช้หลักการคล้ายๆกันคือเครื่องพิมพ์จะพิมพ์ชิ้นงานออกมาเป็นแผ่นๆอาจจะใช้สารเคมีอะไรก็แล้วแต่อาจจะเป็นสารที่มีความยืดหยุ่นได้ในระดับหนึ่ง ฉีดออกมาเป็นแผ่นๆเป็นชั้นๆ เมื่อพิมพ์ออกมาเป็นชั้นที่1แล้วก็พิมพ์ชั้นที่2 3 4 ต่อมาเรื่อยๆเมื่อพิมพ์จนครบก็จะกลายเป็นวัตถุที่เป็นรูปทรงสามมิติจับต้องได้นั่นเอง

หลักการของเครื่องพิมพ์สามมิติคือขึ้นชิ้นงานเป็นแผ่นไปเรื่อยๆ

หลักการของเครื่องพิมพ์สามมิติคือขึ้นชิ้นงานเป็นแผ่นไปเรื่อยๆ

ระบบเครื่องพิมพ์สามมิติเอามาใช้ในวงการรถยนต์ได้อย่างไร

ทุกวันนี้เทคโนโลยีในตลาดรถได้ก้าวหน้าไปมากและก็สามารถสร้างรถยนต์จากเครื่องพิมพ์สามมิติได้แล้วด้วย ซึ่งไม่ได้พิมพ์ออกมาเล่นๆแต่สามารถเอามาใช้เป็นเชิงการค้าแล้ว ยกเว้นชิ้นส่วนที่เป็นแก้ว เบาะนั่ง และระบบช่วงล่าง ที่จำเป็นต้องทำจากวัสดุจริง นอกนั้นรถยนต์สามารถสร้างขึ้นมากจากเครื่องพิมพ์สามมิติได้ และนั่นก็คือเรื่องจริงแล้ด้วยในปัจจุบัน และทำให้ระยะเวลาในการสร้างรถยนต์คันนั้นลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากเวลา 3ถึง5ปีในการพัฒนารถยนต์คันหนึ่งมาเหลือเพียง3-12เดือนเท่านั้น (ตั้งแต่ออกแบบจนกลายเป็นรถยนต์)

รถยนต์จากเครื่องพิมพ์สามมิติคันแรกของโลก

บริษัทที่จะคิดค้นการสร้างรถยนต์ด้วยเครื่องพิมพ์สามมิตินี้ มักจะเป็นพวกมีความคิดสร้างสรรค์และเป็นคนรุ่นใหม่ แนวคิดนี้เป้นจริงได้ก็มาจากกลุ่มคนในบริษัทสตาร์ทอัพที่ร่วมมือกันระหว่าง XEV บริษัทสตาร์ทอัพในประเทศอิตาลีและ Polymaker บริษัทครื่องพิมพ์สามมิติในประเทศจีน ที่มีเทคโนโลยีการพิมพ์สามมิติมากมายและก็ต่อยอดว่าควรจะนำมันมาใช้ในการสร้างรถยนต์ได้ และวันนี้รถยนต์คันนั้นก็ถือกำเนิดขึ้นมาแล้วมันมีชื่อเรียกว่า LSEV ราคาขายเริ่มต้นของมันคือ 7,500 ดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 230,000บาท นับว่ามีราคาที่ไม่สูงมากนัก และทางบริษัทก็มีการเคลมว่ามียอดสั่งจองเข้ามามากถึง7000คันแล้วด้วยตั้งแต่เปิดตัว สำหรับการผลิตนั้นเริ่มมาตั้งแต่ปลายปี2018และมีแผนจะส่งมอบรถคันแรกได้ที่ทวีปยุโรปและเอเชียในช่วงไตรมาสที่สองของปี2019 ณ ชั่วโมงนี้การสร้างรถยนต์ LSEV หนึ่งคันใช้เวลาประมาณ 3วัน เพื่อกลายเป็นรถยนต์แบบสมบูรณ์ด้วยชิ้นส่วนจากการพิมพ์สามมิติ

ดูเพิ่มเติม
>> เชียงใหม่ สร้างรถ "แทรม" เพื่อแก้ปัญหาการจรจรในตัวเมือง
>> ส่องนอร์เวย์ ความเป็นไปได้รถยนต์ไฟฟ้า 100% ใน 6 ปีข้างหน้า

รถยนต์ LSEV รถยนต์จากเครื่องพิมพ์สามมิติคันแรกของโลก

รถยนต์ LSEV รถยนต์จากเครื่องพิมพ์สามมิติคันแรกของโลก

รถยนต์ LSEV รถยนต์จากเครื่องพิมพ์สามมิติคันแรกของโลก

รถยนต์ที่สร้างจากเครื่องพิมพ์สามมิติแบบนี้สเปกของมันจะเป็นอยางไร

ในความเป็นจริงมีบริษัทมากมายที่สามารถใช้เครื่องพิมพ์สามมิติพิมพ์วัตถุต่างๆออกมาขายได้ แต่กับ XEV นี่ล่ะที่สามารถทำเป็นรถยนต์ออกมาขายได้จริงในแง่ของขนาดและการใช้งาน ต้องบอกก่อนเลยว่าถ้าคิดจะทำรถยนต์จากเครื่องพิมพ์สามมิติเป็นคันแรกแล้ว บริษัทแน่นอนว่าต้องทำคันเล็กๆออกมาก่อน เผื่อขายไม่ได้จะได้ไม่เจ็บตัวมากนักและการออกแบบก็ทำได้ง่ายกว่ารถคันใหญ่ๆ LSEV จึงมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก น้ำหนักของมันประมาณ 450กิโลกรัมเท่านั้นเบากว่ารถยนต์ฟอร์มูล่าวันเสียอีก ขุมพลังงานในการขับเคลื่อนเป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ ในการชาร์จเต็มๆหนึ่งครั้งสามารถวิ่งได้ไกลถึง 145กิโลเมตร และสามารถทำความเร็วได้สูงสุดประมาณ 63กิโลเมตรต่อชั่วโมง ชิ้นส่วนหลักๆในรถยนต์มีเพียง 57ชิ้นซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับรถยนต์ทั่วไปที่มีชิ้นส่วนมากกว่า2,000ชิ้น และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทำให้มันมีน้ำหนักเบาและยังมีราคาที่ต่ำกว่ารถยนต์ทั่วไปอีกด้วย

LSEV เป็นรถยนต์ที่มีการลดชิ้นส่วนต่างๆให้น้อยลง

LSEV เป็นรถยนต์ที่มีการลดชิ้นส่วนต่างๆให้น้อยลง

LSEV มีคู่แข่งบ้างไหม

รถยนต์ที่จะมาเป็นคู่แข่งของ LSEV ก็คือรถยนต์ที่มีขนาดใกล้เคียงกันราคาพอๆกัน มันคือ Baojun E100 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก2ที่นั่งพัฒนาโดยความร่วมมือระหว่างสองบริษัทยักษ์ใหญ่จากฝั่งอเมริกาและจีนคือบริษัท General Motors และ SAIC ตามลำดับ Baojun E100 มีราคาประมาณ 15,000ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 480,000บาท แต่รัฐบาลจีนให้การสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้ากับคนในประเทศทำให้ราคาของมันมาจบที่ลูกค้าประมาณ 7,500ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 230,000บาท พอๆกับ LSEV นั่นเอง อย่างไรก็ตาม LSEV ก็เป็นรถยนต์ที่พัฒนาร่วมกันโดยมีบริษัทสัญชาติจีนด้วยเช่นกันทำให้รถยนต์ LSEV ก็จะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนด้วยซึ่งทำให้ราคาของ LSEV ถูกลงกว่าเดิมไปแตะที่ราวๆ 5,000ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 160,000บาทเท่านั้น

Baojun E100 คู่แข่งของ LSEV แต่ก็น่าจะมีราคาที่แพงกว่า

Baojun E100 คู่แข่งของ LSEV แต่ก็น่าจะมีราคาที่แพงกว่า

มนุษย์เรายังคงคิดค้นระบบต่างๆให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆเพื่อมาตอบโจทย์ลูกค้าอย่างรถยนต์ LSEV ที่ต้องการให้ต้นทุนการผลิตถูกลงจะได้ขายแก่ลูกค้าได้ในราคาราวๆ 200,000บาท และก็มีชิ้นส่วนทีทำจากเครื่องพิมพ์สามมิติที่เป็นการลดต้นทุนอีกด้วย แม้จะไม่สามารถขับไปได้ไกลมากถึงระดับ 300-400 กิโลเมตร แต่สำหรับลูกค้าบางคน 145 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งก็นับว่าเพียงพอแล้วเพราะยังไงก็ดีกว่าเดินไปเองเป็นแน่ และอนาคตก็คงจะมีรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีจากการพิมพ์สามมิติมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนแน่นอน

ดูเพิ่มเติม
>>
Bugatti นำเสนอ Caliper Brake Titanium ที่ผลิตจากเครื่องพิมพ์ 3 มิติ
>> เอชพีเปิดตัว “HP Metal Jet 3D Printing” จับมือพันธมิตรกลุ่มยานยนต์ ปฏิวัติอุตสาหรกรรม 4.0

ติดตามข่าวสารรถยนต์ เชิญที่นี่  
ต้องการซื้อรถมือสองสภาพดี เชิญเข้าดูที่ตลาดรถตรงนี้