ตกตะลึงกับค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษารถหรูระดับสูงสุดของโลก

ประสบการณ์ใช้รถ | 30 ก.ค 2561
แชร์ 1

เรื่องรถยนต์สำหรับบางคนอาจจะไม่ใช่เลยสำหรับตัวเขา แต่ก็มีคนไม่น้อยบนโลกนี้ที่ชอบรถและใช้รถยนต์สมรรถนะสูงหรือที่เรียกกันติดปากว่า Super Car เป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ความสำเร็จของชีวิต

เรื่องรถยนต์สำหรับบางคนอาจจะไม่ใช่เลยสำหรับตัวเขา แต่ก็มีคนไม่น้อยบนโลกนี้ที่ชอบรถและใช้รถยนต์สมรรถนะสูงหรือที่เรียกกันติดปากว่า Super Car เป็นสัญลักษณ์บ่งชี้ความสำเร็จของชีวิต ไม่ว่าประโยคนี้จะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงสำหรับคุณ นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ชีวิตคุณยังมีความสุขดีกับการมีรถคันนั้นหรือไม่มีรถคันนั้นหรือไม่ เพราะหากคุณมีรถยนต์สมรรถนะสูงไว้ครอบครองตามต้องการแล้ว แต่ชีวิตคุณก็ไม่ได้มีความสุขกว่าตอนที่ไม่มีรถคันนั้นเลย มันจะมีความหมายอะไรกันครับ แต่เพื่อให้มีความสุขกับรถยนต์ที่คุณชอบได้ การรู้เรื่องรถยนต์อย่างดีจะทำให้คุณควบคุมความต้องการของคุณได้ง่ายขึ้น

สิ่งที่ต้องคำนึงสำหรับค่าใช้จ่ายรถซุปเปอร์คาร์

หากคุณกำลังจะได้เป็นเจ้าของรถยนต์สมรรถนะสูงหรือซุปเปอร์คาร์ มี3สิ่งหลักที่คุณจำเป็นต้องคำนึงถึง เพราะมันเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายที่จะต้องตามมาหลังจากที่คุณได้เป็นเจ้าของแล้ว แต่3สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะว่าคุณจะไม่มีเงินจ่ายแต่เพื่อที่คุณจะได้นำเงินที่ประหยัดได้นี้ไปเพิ่มคุณค่าให้กับรถยนต์ของคุณได้มากยิ่งขึ้น

  1. ค่าบริการและค่าอะไหล่ของรถยนต์ ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้สามารถคำนวณได้คร่าวๆตั้งแต่ก่อนซื้อรถรุ่นนั้นๆ ซึ่งปกติก็จะมีราคาสูงกว่ารถยนต์ธรรมดา ดังนั้นในช่วง2-3ปีแรก คุณสามารถคำนวณได้เลยว่า ค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นแน่ๆจากการเช็คระยะหรือค่าแรงในการนำรถยนต์สมรรถนะสูงของคุณเข้าศูนย์บริการในแต่ละครั้งนั้นมีราคาเท่าไร และการเก็บประวัติการเช็คระยะหรือการซ่อมแซมชิ้นส่วนต่างๆก็จะมีค่ามากต่อรถซุปเปอร์คาร์คันนั้นของคุณหากวันหนึ่งคุณคิดว่าอยากจะขายต่อ และการใช้อะไหล่หรือชิ้นส่วนแท้ของรถยนต์พร้อมกับปฏิบัติตามนโยบายการรับประกันของแบรนด์อย่างถูกต้องก็จะทำให้การทำงานของรถยนต์มีสมรรถนะเต็มที่แถมดีลเลอร์จะมาอ้างการไม่รับประกันต่างๆว่าเราไม่ทำตามเงื่อนไขไม่ได้อีกด้วย
  2. ค่าเสริมความงามของรถ เมื่อคุณมีรถซุปเปอร์คาร์สักคัน นอกจากสมรรถนะและฟังก์ชั่นต่างๆที่คุณได้มาครอบครองแล้ว ความงามภายนอกแทบจะเป็นสิ่งแรกๆที่ทำให้คุณตัดสินใจซื้อ แต่ไม่ว่ารถคันนั้นจะมีราคาสูงแค่ไหน ก็ใช่ว่ามันจะมีรอยขีดข่วนไม่เป็น ดังนั้นการเสริมความคงทนให้กับรูปลักษณ์ภายนอกของรถก็จำเป็นกับรถซุปเปอร์คาร์ขึ้นมาทันที อย่างเช่นน้ำยาหรือผลิตภัณฑ์เคลือบสีต่างๆที่ทำหน้าที่คล้ายๆกับแผ่นฟิล์มบางๆปกป้องพื้นผิวภายนอกของรถยนต์ได้
  3. ค่าประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยรถยนต์ของรถซุปเปอร์คาร์โดยปกติก็จะมีมูลค่าเบี้ยประกันภัยสูงกว่ารถยนต์ธรรมดาอยู่แล้วจากทุนประกันที่สูงกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ไม่เพียงแค่นั้นบริษัทประกันภัยยังมีนโนบายหรือเงื่อนไขที่เคร่งครัดกว่าปกติกับรถยนต์ซุปเปอร์คาร์ด้วย เช่น การชำระค่าเสียหายส่วนแรกที่มีราคาตั้งแต่6หลักขึ้นไป, การกำหนดจำนวนชื่อผู้เอาประกันภัย(ไม่ใช่ว่าใครก็ได้เป็นผู้ขับ ขับชนก็จะเคลมให้ง่ายๆ), การเช็ครายละเอียดของรถยนต์เคร่งครัดกว่าปกติเนื่องจากป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีหรือสวมรอยชื่อเจ้าของรถยนต์ 

นั่นคือสิ่งที่เป็นภาพรวมคร่าวๆของการบำรุงรักษารถยนต์ซุปเปอร์คาร์ แต่รถยนต์สมรรถนะสูงหรือซุปเปอร์คาร์บางคันที่เป็นแบรนด์ระดับโลกก็มีค่าการบำรุงรักาษที่คุณได้ยินแล้วจะต้องอึ้งไปเลย เอาเฉพาะแค่เรื่องชิ้นส่วนต่างๆของรถยนต์ที่ยังไงวันหนึ่งก็ต้องเปลี่ยนแน่ๆ โดยเราจะเน้นกันที่จุดที่เป็นผลมาจากความเป็นรถยนต์สมรรถนะสูงโดยตรงคือการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หัวเทียน และคลัช

ดูเพิ่มเติม
>> 
10 ข่าวเด่นประจำสัปดาห์วันที่ 21 ก.ค. - 27 ก.ค. 2018
>> อู่ซ่อมฮอนด้า ทั้งรถบ้านรถแข่งอยากจบต้องที่นี่ “HP Plus Garage”

1.Bugatti Veyron

รถคันนี้ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นรถที่เร็วที่สุดในโลกและก็ลงบันทึกใน กินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดมาแล้ว การทำงานแบบของวาล์วทั้ง64วาล์ว ลูกสูบทั้ง16ลูก ทำให้เกิดกำลังจากเครื่องยนต์8,000ซีซีได้ถึง1,000แรงม้า และด้วยความสลับซับซ้อนของเครื่องยนต์นี้เอง ที่ทำให้มูลค่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแต่ละครั้งสูงถึง 21,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ตีเป็นเงินไทยคร่าวๆก็ประมาณ 700,000 บาท ก็สามารถนำเงินจำนวนไปซื้อรถกลุ่ม B-Segment ได้อีกคันสบายๆเลย

Bugatti Veyron

Bugatti Veyron

2. Maserati Granturismo

รถยนต์คันนี้เป็นแบบ 2ประตู 4ที่นั่ง จากประเทศอิตาลี และมีการพัฒนามาจากแพลทฟอร์มของรถ Maserati Quattroporte V แถมยังมีการใช้ชิ้นส่วนที่ร่วมกันได้กับรถ Ferrari 612 Scaglietti และ Ferrari 599 GTB อีกด้วย เครื่องยนต์เป็นแบบ 8สูบ กระบอกสูบมีความจุ 4,244ซีซี ที่ให้กำลัง 399แรงม้า ทำความเร็วได้สูงสุด 285กิโลเมตร/ชั่วโมง และวิ่งด้วยอัตราเร่งจากหยุดนิ่งถึงความเร็ว 100กิโลเมตร/ชั่วโมงด้วยเวลา 5.2วินาที ค่าใช้จ่ายของชิ้นส่วนของคลัชนั้นมีมูลค่า3,000ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ105,000บาท) ค่าการเปลี่ยนค่าน้ำมันเครื่องประมาณ 2,000ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ70,00บาท)  ค่าหัวเทียนประมาณ 425ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ14,875บาท)

Maserati Granturismo

Maserati Granturismo

3.Porsche Carrera GT

รถยนต์หรูคันนี้เป็นรถที่ผลิตขึ้นมาครั้งแรกตั้งแต่ปีค.ศ.2004ในประเทศเยอรมนี และได้รับรางวัล "Best of What's New" ในปีค.ศ.2003 จากนิตยสาร Popular Science (นิตยสารสัญชาติอเมริกันที่ก็ได้รับรางวัลในแขนงของนิตยสารมามากมายร่วมๆ60รางวัล) Porsche Carrera GT ถูกขับเคลื่อนจากขุมกำลัง10สูบ 5,700ซีซี โดยให้กำลัง603แรงม้า สามารถสร้างอัตราเร่งจาก 0ถึง97กิโลเมตร/ชั่วโมงด้วยเวลาเพียง 3.5วินาที สร้างความเร็วสูงสุดได้ถึง 330กิโลเมตร/ชั่วโมง ค่าใช้จ่ายที่น่าสนใจคือ ชิ้นส่วนของคลัชที่มีมูลค่า2,000ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ70,000บาท) ค่าการเปลี่ยนค่าน้ำมันเครื่องประมาณ 3,000ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ105,00บาท)  ค่าหัวเทียนประมาณ 500ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ17,500บาท)

Porsche Carrera GT

Porsche Carrera GT

4.Ferrari Enzo

รถยนต์คันนี้ตั้งชื่อตาม เฟอร์รารี่ เอ็นโซ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ferrari นั่นเอง โดยรถคันนี้ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปีค.ศ.2002 โดยอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีในรถแข่งฟอร์มูล่าวัน และยังมีเทคโนโลยีต่างๆที่ไม่อนุญาตให้นำไปลงในรถแข่งอีกเช่น แอคทีฟแอโรไดนามิก Ferrari Enzo เป็นรถยนต์ที่วางเครื่องยนต์ไว้ที่ด้านหลังและเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังด้วย เครื่องยนต์เป็นแบบ 12สูบ 5,999ซีซี ให้กำลังถึง 660แรงม้า ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน โดยมีค่าคลัชที่มูลค่า 6,000ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ210,000บาท) ค่าการเปลี่ยนค่าน้ำมันเครื่องประมาณ 6,000ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ210,000บาท)  ค่าหัวเทียนประมาณ 5,500ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ192,500บาท)

Ferrari Enzo

Ferrari Enzo

5.Ford GT

รถยนต์2ที่นั่งจากค่ายฟอร์ดคันนี้มีออกมาเป็นรุ่นที่2นับจากที่รุ่นแรกออกมาสู่สายตาชาวโลกตั้งแต่ปี 2005 ด้วยเครื่องยนต์3,500 ซีซี พร้อมกับเทอร์โบชาร์จเจอร์แบบคู่ที่เป็นเครื่องยนต์แบบ6สูบ ด้วยเครื่องสเปคนี้สามารถสร้างกำลังได้สูงถึง 647 แรงม้า นอกจากนั้นยังได้ขึ้นชื่อว่าเป็นรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์ที่ให้สัดส่วนกำลังต่อน้ำหนักเครื่องดีที่สุด เพราะว่าตัวโครงสร้างของเครื่องยนต์ทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีน้ำหนักเบา กระจกบังลมหน้าทำจากกระจกกอริลล่า (Gorilla Glass ที่เราๆรู้จักกันในกระจกหน้าจอสมาร์ทโฟน) โดยจุดประสงค์เพื่อลดน้ำหนักรวมของตัวรถยนต์โดยเฉพาะ ค่าบำรุงรักษาของ Ford GT ที่ทำเราอึ้งได้ก็คือชิ้นส่วนของคลัชที่เปลี่ยนครั้งหนึ่งมูลค่าประมาณ 1,250 ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ44,000บาท) ค่าการเปลี่ยนค่าน้ำมันเครื่องประมาณ 300ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ10,500บาท)  

Ford GT

Ford GT

6.Aston Martin DB9

Aston Martin รุ่น DB9 นี้เป็นรุ่นที่ออกสู่สายตาวงการรถยนต์ตั้งแต่ปีค.ศ.2003 ซึ่งมีพื้นฐานงานออกแบบมาจาก Aston Martin DB7 แต่มีการปรับแต่งให้ดีขึ้น ด้วยเครื่องยนต์6000ซีซี 12สูบ 456แรงม้าที่รอบเครื่องยนต์ 6000รอบต่อนาที และใช้เวลาในการเร่งความเร็วจาก 0 ถึง 97 กิโลเมตร/ชั่วโมง ในเวลาเพียง 4.7วินาทีเท่านั้น เห็นแบบนี้ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 299 กิโลเมตร/ชั่วโมง  ค่าบำรุงรักษาของ Aston Martin DB9 นี้ก็ไม่ธรรมดา ชิ้นส่วนของคลัชที่เปลี่ยนมีมูลค่าประมาณ 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ175,000บาท) ค่าการเปลี่ยนค่าน้ำมันเครื่องประมาณ 400ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ14,000บาท)  ค่าหัวเทียนประมาณ 250ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ8,750บาท)

Aston Martin DB9

Aston Martin DB9

7.Audi R8 V10

Audi R8 เป็นรถยนต์ที่เห็นกันบ่อยในภาพยนต์ของMarvel เพราะมันคือรถคู่ใจของโทนี่ สตาร์ค หรืออีกชื่อหนึ่งว่า Iron Man นั่นเอง Audi R8 V10 นี้เป็นรุ่นที่ออกมาตั้งแต่ปีค.ศ.2008โดยพัฒนาเพิ่มเติมมาจากเวอร์ชั่นที่เป็นเครื่องยนต์8สูบ  เพื่อให้มีกำลังที่เพิ่มขึ้นจาก420แรงม้า4,200ซีซี เป็น532แรงม้า5,200ซีซี และด้วยกำลังที่มากขึ้นนี้เองทำให้พัฒนาเบรคหลังที่ใหญ่ขึ้นในรุ่น V10นี้ด้วย ความเร็วจาก0ถึง100กิโลเมตร/ชั่วโมง ใช้เวลาเพียง 3.9วินาทีเท่านั้น มาถึงเรื่องการบำรุงรักษาที่มีราคาน่าสนใจคือ คลัชที่มีมูลค่าประมาณ 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ175,000บาท) ค่าการเปลี่ยนค่าน้ำมันเครื่องประมาณ 700ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ24,500บาท)  ค่าหัวเทียนประมาณ 300ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ10,500บาท)

Audi R8 V10

Audi R8 V10

8.Jaguar F-Type

Jaguar เป็นรถยนต์สัญชาติอังกฤษ ซึ่งในรุ่น F-Type นี้มีแพลทฟอร์มพื้นฐานที่ถูกพัฒนาต่อมาจากความสำเร็จของ Jaguar XK Jaguar F-Type นี้แรกเริ่มเป็นแบบ 2ประตูที่มีหลังคาเป็นแบบเปิดประทุน Soft-Top ต่อมาก็ได้มีรุ่น2ประตูแบบFastback ออกมาด้วย Jaguar F-Type นี้เป็นรุ่นที่ทำออกมาหลายโมเดล แบ่งแยกไปตามกำลังและความจุของกระบอกสูบ มีตั้งแต่ 2,000ซีซี 296แรงม้า ไปจนถึง 5,000ซีซี 567แรงม้า โดยรุ่นที่กำลังสูงสุดสามารถทำความเร็วได้สูงสุด300กิโลเมตร/ชั่วโมง และใช้เวลา3.9วินาทีในการเร่งจากหยุดนิ่งไปจนถึงความเร็ว100กิโลเมตร/ชั่วโมง ค่าการบำรุงรักษาก็ไม่น้อยหน้า โดยค่าชิ้นส่วนของคลัชนั้นมีมูลค่า2,400ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ84,000บาท) ค่าการเปลี่ยนค่าน้ำมันเครื่องประมาณ 500ดอลล่าร์สหรัฐ(ประมาณ17,500บาท)  ค่าหัวเทียนประมาณ 305ดอลล่าร์สหรัฐ (ประมาณ10,675บาท)

ดูเพิ่มเติม
>> 
ส่องรถหรู! ซุปเปอร์สตาร์ชั้นนำของเมืองไทย
>> 10 เรื่องที่ผู้หญิงควรรู้ เมื่อคบผู้ชายชอบรถ

Jaguar F-Type

Jaguar F-Type

เพื่อนๆชาว Chobrod คงจะเห็นภาพค่าใช้จ่ายของชิ้นส่วนสำคัญของรถยนต์สมรรถนะสูงกันแล้วนะครับ ว่ามีราคาอยู่ในช่วงไหน นี่ยังไม่นับค่าบำรุงรักษาชิ้นส่วนอื่นๆที่ต้องเปลี่ยนทุกรอบที่เช็คระยะ การรู้เขา(ค่าใช้จ่ายต่างๆของรถยนต์ที่คุณรัก) และรู้เรา(ความสามารถที่เราจ่ายได้) จะทำให้เรามีความสุขและพร้อมที่จะบำรุงรักษารถยนต์ที่เรารักไปได้อีกนานเลยครับ

ติดตามข่าวสารรถยนต์ เชิญที่นี่  
อ่านรีวิวรายละเอียดเกี่ยวกับรถยนต์  เชิญที่นี่