เมื่อจีนกำลังใช้ AI มาช่วยแก้ปัญหาจราจร

ตลาดรถยนต์ต่างประเทศ | 5 ม.ค 2561
แชร์ 2

ในประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ผลจากสภาพเศรษฐกิจที่โตขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวของประเทศจีน นำไปสู่ปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการก่อสร้างถนนอันเชื่องช้าใจกลางเมือง ณ เมืองปักกิ่ง ทำให้เกิดความวุ่นวายบ้าคลั่งบนท้องถนนที่แสนแออัดไปด้วยรถยนต์ ผู้เชี่ยวชาญจึงมองหาทางออกสำหรับปัญหาการจราจรในจีนด้วยการนำ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ “AI” มาใช้ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบนท้องถนนของมนุษยชาติไปตลอดกาล

เมื่อจีนกำลังใช้ปัญหาประดิษฐ์มาช่วยแก้ปัญหาจราจร

เมื่อจีนกำลังใช้ปัญหาประดิษฐ์มาช่วยแก้ปัญหาจราจร
 

ไม่เพียงแต่รถยนต์พลังไฟฟ้าเท่านั้นที่จะเป็นเรื่องใหม่ของวงการยานยนต์ทั่วโลก อีกหนึ่งสิ่งที่จะเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ของผู้ใช้รถนั่นคือระบบ “Auto Pilot” ซึ่งมี AI เข้ามาช่วยในการทำงาน เชื่อมต่อกับเครือข่าย Internet และขับเคลื่อนรถไปสู่จุดหมายปลายทางดั่งใจที่ผู้ขับขี่ต้องการ โดยแทบจะนับครั้งได้ในการที่มือสัมผัสพวงมาลัย

 

โดยอุบัติเหตุทางรถยนต์ส่วนใหญ่ 90% เกิดมาจากความผิดพลาดของมนุษย์ผู้ขับขี่เอง แต่รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Self-driving cars) ที่ใช้ระบบ Auto Pilot มี AI เข้ามาช่วยจะหมดปัญหาการฝ่าฝืนกฎหมายจราจรทุกๆ ข้อ ซึ่งหมายความถึงความปลอดภัยในท้องถนนที่มากขึ้น และถึงแม้จะเกิดข้อผิดพลาดใดๆ ตัวรถที่ถูกสั่งการผ่าน AI จะตอบสนองได้เร็วกว่ามนุษย์ถึง 10 เท่า
 

Tesla มีระบบ Auto Pilot ช่วยในการขับขี่แล้ว

Tesla มีระบบ Auto Pilot ช่วยในการขับขี่แล้ว
 

AI ที่ทำงานผ่านเซ็นเซอร์รอบตัวรถ จะคอยรวบรวมข้อมูลและสื่อสารกับตัวรถ ผู้ขับขี่สามารถอัพเดทข้อมูลรถติดได้แบบ Realtime Huang Wei หัวหน้าฝ่ายวางแผนและออกแบบการขนส่งของสถาบัน Beijing Tsinghua Tongheng Urban Planning and Design Institute กล่าวว่า "AI สามารถแก้ปัญหาได้เร็วกว่าสมองของมนุษย์และเจ้า AI นี่แหละจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัดได้อย่างไม่ต้องสงสัย”
 

ผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำทั่วโลก และบริษัท Internet ต่างพยายามอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนารถยนต์ที่มีความสามารถขับเคลื่อนอัตโนมัติ นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมคาดการณ์กันว่าตลาดรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติในจีนจะใหญ่เป็นหนึ่งในสี่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติโลกภายในปี 2035 อีกทั่งที่ปรึกษาด้านการจัดการทั่วโลกจาก “Boston Consulting Group” ยังประเมินอีกว่าจะมีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติอย่างน้อย 3 ล้านคันบนถนนในจีน
 

อีกด้านของการพัฒนาคือตัวอย่างการแก้ไขปัญหาการจราจรด้วยเทคโนโลยี AI ที่หางโจว เมืองในฝั่งทางตะวันออกของจีนได้นำเทคโนโลยีการจราจรอัจฉริยะมาใช้ร่วมกับ “AliCloud” จาก “Alibaba” บริษัทยักษ์ใหญ่ในด้านอินเตอร์เน็ทซึ่งช่วยตรวจสอบสภาพการจราจร ตรวจจับจุดเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และจัดการเวลาสัญญาณไฟจราจร ภายใต้ชื่อโครงการ “City Brain” คาดการณ์การจราจรได้ในแบบเรียลไทม์ด้วยการจดจำภาพและวิดีโอของ AI  ซึ่งเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางได้โดยเฉลี่ย 3 นาทีในช่วงเวลาระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปี 2016 ตามรายงานจาก “AliCloud”

AI จะรับข้อมูลจากส่วนกลาง เพื่อมาประมวลผลหาเส้นทางที่ไปจุดหมายปลายทางได้เร็วที่สุด

AI จะรับข้อมูลจากส่วนกลาง เพื่อมาประมวลผลหาเส้นทางที่ไปจุดหมายปลายทางได้เร็วที่สุด
 

Wang Lei นักลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็นบริษัทร่วมทุนของ “Galaxy Internet” บอกถึงโปรเจ็คการสร้างถนนอันแสนชาญฉลาดที่มี AI เข้ามาช่วยนี้เหลือในการทำงาน เปรียบเสมือนเป็นแรงผลักดันตัวสำคัญในเรื่องการรวบรวมข้อมูลของระบบคมนาคมขนส่ง ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลของ AI ด้วยเซ็นเซอร์ที่ติดอยู่ทั่วเมือง และเมื่อทำงานกับรถที่มีระบบ AI อยู่ จะรับข้อมูลปัญหาจราจรตามจุดต่างๆ และประมวลผลเพื่อช่วยให้รถไปถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในเวลานั้น
 

ภายใต้การสนับสนุนอย่างจริงจัง ของกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน ได้เผยว่า การจราจรที่มีการใช้ AI ในการจัดการนั้นจะสามารถเข้ามาช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้กว่า 30% ลดจำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนนได้ 10%
 

โครงการ

โครงการ "City Brain" ที่หางโจว ยังช่วยให้ตำรวจจราจรทำงานได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
 

สอดผสานทั้งจากเส้นทางที่ปลอดภัยขึ้น การเดินทางได้สะดวกรวดเร็วจากรถที่มี AI ช่วยคิด วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพรวมของการเดินทาง แต่ถึงอย่างไรในเรื่อง “รถไร้คนขับ” ขับเคลื่อนอัตโนมัติก็ยังต้องอยู่ในระหว่างพัฒนาและ “สร้างความเชื่อมั่น” ให้แก่ผู้ใช้งานที่เป็นมนุษย์อยู่ ความเป็นเทคโนโลยีที่เรียกได้ว่าใหม่มากๆ ไม่ต่างกับตอนที่มนุษย์เปลี่ยนจากการนั่งม้า มาเป็นขับรถ อีกทั่งยิ่งเป็นสิ่งซับซ้อนกว่าตรรกเหตุผลจะเห็นได้ด้วยตา แต่เป็นการตัดสินใจด้วยคอมพิวเตอร์นั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความเชื่อมั่นของคนทั่วไปเกี่ยวกับรถขับเคลื่อนอัตโนมัติจะยังมีเพียงแค่ 40% ทั่วโลกเท่านั้น จึงต้องให้เวลากับการปรับตัวสักหน่อยในการสร้างความเชื่อมั่นของรถประเภทนี้ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาจากผู้ผลิตให้ระบบมีความเสถียรมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 

ส่วนในไทย ประเทศที่รถติดที่สุดในโลก อาจยังเป็นเรื่องเลือนลางที่แสนไกลเกินเราๆ จะได้สัมผัสกับความล้ำในเรื่องเหล่านี้ ในวันที่การทุจริตรถเมล์ยังไม่จบ กล้องตามสี่แยกใช้ไม่ไม่ได้ทุกตัว Uber ยังผิดกฎหมาย และด่านเถื่อนที่ตั้งโดยไม่มีสาเหตุ ทำให้รถติดเพื่อรอเรี่ยไรกับคนหาเช้ากินค่ำจากดุลยพินิจอันไร้มาตรฐาน ปัญหาเรื้อรังขาดการแก้ไขอย่างจริงจัง นำไปสู่ความบ้าคลั่งแออัดบนท้องถนนอันไม่จบไม่สิ้น สิ่งเดียวที่ทำได้สำหรับผู้ใช้รถคนไทยตอนนี้ คือเริ่มจากต้นเหตุของการเกิดปัญหาจราจรนั่นคือตัวผู้ขับขี่เอง แค่ปฎิบัติตามกฎจราจรก่อนเป็นสำคัญ อย่างน้อยแม้ยังไม่มีเทคโนโลยีของรถขับเคลื่อนอัตโนมัติ หรือ AI มาช่วยประมวลเส้นทางที่เร็วที่สุดให้ แต่ก็ทำให้การจราจร คมนาคมขนส่งดีขึ้นได้ด้วยจิตสำนึกของตัวคน
 

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถติด คือการตั้ง “ด่านลอย” ของเจ้าหน้าที่

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้รถติด คือการตั้ง “ด่านลอย” ของเจ้าหน้าที่
 

ตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในด้านการจราจร สิ่งที่เราเคยเห็นในภาพยนต์ อาจไม่ใช่เรื่องไกลเกินอีกต่อไป เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในด้านต่างๆ ของมนุษย์มากขึ้น รวมถึงปัจจัยที่ 5 อย่าง “รถยนต์” รถยนต์ที่วิ่งได้เอง คิดได้เอง ว่าควรขับไปทางไหน, วิ่งอย่างไรถึงจะปลอดภัย ต่างส่งเสริมความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้แทบทั้งสิ้น
 

ขอบคุณข้อมุลจาก China Plus

 

ดูเพิ่มเติม